logo


จากนโยบายพลังงานในอดีต  ตั้งแต่การใช้พลังงานจากธรรมชาติ  น้ำมัน ไม้ฟืนจากต้นไม้จากป่านำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรม ในหัวรถจักรไอน้ำของการรถไฟแห่งประเทศไทยในอดีตผู้บริหารยังมองเห็นปัญหาการตัดไม้มากอาจส่งผลวิกฤตต่อธรรมชาติป่าไม้ของไทยได้ถ้ากิจการขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ  จนผู้บริหารประเทศมีแนวนโยบายที่จะหันไปใช้พลังงานด้านอื่นๆที่จะพัฒนาพลังงานไปสนองความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งก็เป็นที่มาของการค้นหาพลังงานที่มีอยู่ในประเทศไทย  ซึ่งต่อมาไทยได้ค้นพบถ่านหินที่ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง จะเห็นว่าในปี 2497  ถ่านหินถูกนำมาใช้กับกิจการรถไฟ  กิจการโรงงานยาสูบของภาคเหนือ และ โรงงานปูนซิเมนต์ที่นครราชสีมา  และต่อมาในปี 2511 รัฐบาลมี พ.ร.บ.จัดตั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

วันที่ 17 สิงหาคม 2515  คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการสร้างโรงไฟฟ้าลิกไนต์แม่เมาะใน 2 โรงงานแรก และมีการพัฒนาไปถึง 13 โรงงานในเวลาต่อมา  ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีการขยายกำลังการผลิตถ่านหินคือการเพิ่มพื้นที่เปิดหน้าดินทำเหมืองแม่เมาะขยายวงกว้างขึ้นอย่างแน่นอน

ในการรายงานผลการทำงานนั้นพบว่า  โรงไฟฟ้าลิกไนต์ ที่แม่เมาะ ลำปางมีผลการทำงานที่ดีด้านสิ่งแวดล้อม  ดำเนินการตามหลักวิชาการทุกประการ  ซึ่งถ้าย้อนไปดู  ณ วันที่ 17 สิงหาคม  2515  ในมุมมองของท้องถิ่น  เสียงหรือกระแสของชุมชนท้องถิ่นดูบ้าง  มีการเวนคืนที่ดินเกิดขึ้นตั้งแต่ ครม.มีมติสร้างโรงไฟฟ้าลิกไนต์ ที่แม่เมาะ   ชาวบ้านชุมชนท้องถิ่นของแม่เมาะจำนวนมากจำยอมกับการับค่าเวนคืนแล้วเดินทางออกจากพื้นที่ไปอย่างอาลัยอาวรณ์ที่ดินที่เคยอยู่กินมาหลายชั่วอายุคน  พื้นที่บ้านของพวกเขากลายเป็นบ่อเหมืองที่รัฐเป็นเจ้าของเป็นเหตุผลที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะออกมาขัดแย้ง  ยังมีชาวบ้านในชุมชนดั้งเดิมที่ไม่พอใจกับการยึดที่ดินทำกินไปอย่างไม่เป็นธรรม  ออกมารวมตัวกันประท้วงการเวนคืนและยืนหยัดขออยู่ในที่ดินของตนเอง   การชุมนุมประท้วงของชาวบ้านกลุ่มนี้  ถูกเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจับกุมดำเนินคดีข้อหาบุกรุกที่ดินราชพัสดุ  ซึ่งหลายคนต้องคดีถูกจองจำอยู่ในเรือนจำจังหวัดลำปาง  และการจองจำผู้คนเหล่านี้  เป็นอาญาแผ่นดินที่ทำให้การประท้วงเรื่องเวนคืนที่ดิน หมดไปทันที  นี่เป็นอำนาจรัฐที่คุกคามประชาชน

การก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะและขยายพื้นที่เหมืองแม่เมาะถูกจัดการไปอย่างรวดเร็ว  ระหว่างที่เริ่มเปิดโครงการ  การสร้างงานก็เกิดขึ้นทั้งระบบการโค่นล้มป่าไม้เปิดหน้าดินเพื่อทำเหมืองลิกไนต์  คนงาน เครื่องจักร ถูกลำเลียงเข้ามายัง อ.แม่เมาะอย่างต่อเนื่อง

นางมะลิวรรณ นาควิโรจน์  แกนนำเครือข่ายผู้ป่วยจากซัลเฟอร์ฯโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เล่าให้ฟังถึงการพัฒนาโรงไฟฟ้าในอดีตว่า   “ดิฉันและสามีเป็นนักศึกษาที่กำลังจบใหม่ๆ  สนใจหางานทำและในสมัยนั้นงานทำที่ดีที่สุดคือการเดินทางไปต่างประเทศไปขายแรงงานในต่างแดนจะทำให้มีเงินเป็นกอบเป็นกำในการไปทำงานโดยเฉพาะการไปทำงานในประเทศซาอุดิอาระเบีย  พอดีมีประกาศรับสมัครงานที่จังหวัดลำปางมีการสร้างโรงไฟฟ้าทางหน้าหนังสือพิมพ์  ตนและสามีสนใจมากจึงตัดสินใจเดินทางไปสมัครงาน  สามีได้เข้าทำงานในบริษัทรับช่วงก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่ง เข้าไปทำงานหลายด้านส่วนใหญ่ทำงานด้านช่างมีเงินค่าจ้างรายได้ที่น่าพอใจ   เราทั้งสองตัดสินใจเดินทางมาอยู่ที่แคมป์งานมาอยู่บ้านพักคนงาน ในขณะที่สามีไปทำงานดิฉันได้ใช้เวลาว่างทำอาหารทำขนมที่หน้าบ้าน ขายคนงานที่เข้ามาทำงานในกระบวนการสร้างโรงไฟฟ้าจำนวนมาก  มีคนนับ 1,000 ๆ คนเข้ามาทำงานในตำแหน่งที่หลากหลาย  ขายของดีมาก ก็ยอมรับว่าการสร้างโรงไฟฟ้าเศรษฐกิจดีมาก   วันๆ หนึ่งมีกิจกรรมให้ทำตลอด  ตื่นเช้าหุงหาอาหารให้สามีไปทำงานต่อมาเตรียมขนมหวานขายระหว่างที่กำลังขายของอยู่ดี  บางวันมีคนออกมาชุมนุมประท้วงการไฟฟ้าฯ  ที่หน้าแคมป์งาน ก็รู้สึกว่าไม่ชอบคนพวกนี้เลยที่ออกมาขัดขวางความเจริญ นางมะลิวรรณกล่าวถึงเหตุการณ์และความรู้สึกในอดีต

ถ้าย้อนมาดูชาวบ้านในท้องถิ่นที่เดิมๆ เคยทำไร่ไถนาด้วยแรงงานจากสัตว์เลี้ยง ยานพาหนะใช้เกวียนเทียมวัวควาย  ชาวบ้านไม่มีค่าใช้จ่ายแต่มีของป่าและผลผลิตทางการเกษตรเก็บไว้กินอยู่ใช้เองและเหลือขายดูเหมือนว่าพวกเขาแล้งแคนแต่ถ้ามองสมัยนี้แล้วคิดว่าชาวบ้านเหล่านี้มีความสุขมากถ้าย้อนอดีตมาในปัจจุบันได้

นางมะลิวรรณ มีแนวคิดและทัศนคติพร้อมทั้งมองเหตุการณ์ในอดีตว่า  แม่เมาะ  คือเมืองในชนบทของลำปาง  ยังมีวิถีชีวิตแบบพึ่งพาธรรมชาติ   ชีวิตประจำวันอาศัยอาหารจำพวก ผักหวาน  ไข่มดแดง   ผักพื้นบ้าน  ยารักษาโรคพื้นเมือง  อยู่กับการพึ่งพาอาศัยกันทั้งธรรมชาติกับคน และคนกับคน  พริกบ้านเหนือ เกลือบ้านใต้  ฮาปลูกข่า คิงปลูกจะไค้ บ้านนี้แกง  บ้านโน้น ตำน้ำพริก บ้านอื่นๆ ก็ได้กิน แบ่งปันกันอย่างเหมาะสมไม่เดือดร้อนใดใด  และทั้งชุมชนเชื่อว่าพวกเขาสืบทอดมาหลายชั่วอายุคนจากคนท้องถิ่นจากโบราณไม่ได้อพยพเข้ามาอยู่แต่อย่างใด

ดังนั้นธรรมชาติป่าเขาและชุมชนจึงกลายเป็นท้องถิ่นที่แยกกันไม่ออกระหว่างธรรมชาติ กับ ผู้คนถือเป็นหนึ่งเดียวเหมือนกลไกในร่างกายสิ่งมีชีวิต  มีความสำคัญทุกทุกส่วนตั้งแต่ส่วนเล็กๆ ไปจนถึงส่วนใหญ่ๆ เช่น สมอง  หรือ หัวใจ  ป่าให้อาหาร  ให้ลำธาร  ลำธารให้ชีวิตกับผู้คน  แม่เมาะจึงเป็นชุมชนที่เป็นสุข แต่พวกเขายากที่จะได้เห็นความเจริญแบบที่คนเจริญในเมืองบอก  พวกเขาไม่เคยเห็น

ภายหลังความเจริญเข้ามาถึงที่  หมู่บ้านมี โครงการสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะเกิดขึ้น  ทางราชการสำรวจพบบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่แหล่งถ่านหินแหล่งใหญ่ของประเทศ  จากแหล่งถ่านหินทำให้มีการพัฒนาไปสู่การตั้งโรงงานไฟฟ้าถ่านหินเป็นแห่งแรกของประเทศ   ถ่านหินในบริเวณดังกล่าวมีจำนวนมหาศาล และถ่านหินบริเวณดังกล่าวมีคุณภาพระดับ “ลิกไนต์”   จากโครงการดังกล่าวมีคนแปลกหน้าเข้ามามากขึ้นๆ ทุกวัน ชาวบ้านรับทราบว่า คนเหล่านี้เขามาทำโรงงานไฟฟ้า

ชาวแม่เมาะเห็นคนแปลกหน้าเข้ามา  มีการก่อสร้างเริ่มมีแทรกเตอร์แปลกๆ โค่นป่าเปิดหน้าดิน  มีการทำงานจากหน่วยงานเล็ก ๆ และบางหน่วยมีขนาดใหญ่มากขึ้นเข้ามาตั้งแคมป์  กระแสของการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าชาวบ้านในชุมชนเริ่มให้ความสนใจเพราะมีประกาศรับสมัครเข้าทำงาน  เสียงคนคุยกันที่บ้านหลังเล็กๆในชุมชนต่างๆ ล้วนมีความหวังที่จะได้ทำงาน ทางการเข้ามาพัฒนาในหมู่บ้านแล้ว

แล้วการพัฒนาก็ใหญ่ขึ้น ๆ  จริงๆ ดั่งที่ชาวบ้านคาดหวังกัน  คนในชุมชนเริ่มทยอยกันไปขอสมัครงาน ที่เหมืองแม่เมาะ  เพราะเขาให้เงินดี กว่าหาของป่าไปขาย   ชาวบ้านมีรายได้ดีมาก  การทำงานหลายเดือนผ่านไปด้วยดี  แรกๆ ได้เงินมาเป็นกอบเป็นกำ  สาเหตุสำคัญชาวบ้านยังคงเก็บผักใกล้บ้าน  ผักหวาน หน่อไม้  ผักตุ๊ด ผักอีแร่ ผักอีหลืน   ผักอีและ  ผักละ  ผักสะเลียม  ฯลฯ  กับสัตว์ท้องถิ่น จนถึงแมลงที่เป็นความรู้ในการกินของคนในชุมชน  แต่วันเวลาผ่านไป ผักเหล่านั้นเริ่มไม่มีคนออกไปเก็บ   ไม่มีเวลาแม้จะเข้าป่า เพราะ สามีต้องออกไปทำงานที่เหมือง  บางครอบครัวไปทั้งภรรยาและสามีทำงานกันจนไม่มีเวลาพอที่จะเข้าป่าหาของกินเช่นอดีตที่ผ่านมา    วันหนึ่งมีแม่ค้ามาขายผัก หน่อ ไข่มดแดง ที่ตลาดใกล้ๆ เหมือง  คนทำงานในเหมืองแย่งกันซื้อเพราะโหยหาของป่าอาหารดั้งเดิมที่ถูกปาก

คนในเหมืองมีรายได้สูงมากเมื่อเทียบกับคนที่อยู่แบบดั้งเดิม  คนเหล่านั้นเวลาหมดไปกับการทำงาน  คนที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดทำงานที่เหมืองมีวิถีอยู่แบบใหม่ การซื้อของกินของใช้เพื่อยังชีพจึงมีความสำคัญและเป็นเรื่องธรรมดาของคนงานเหล่านี้  ด้วยวิถีอย่างนี้ทำให้การค้าขาย มีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจการค้าในหลายๆ ด้านมากขึ้นทุกวัน……

นางมะลิวัลย์กล่าวด้วยว่า   ราวปี 2527  ถือเป็นห้วงเวลาที่การค้าขายเจริญสุงสุด    คนต่างถิ่นเข้ามาอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ตอนนี้ไม่ได้มีเฉพาะคนต่างถิ่นที่ทำงานในเหมืองเท่านั้น แต่มีคนต่างถิ่นที่เข้ามาทำธุรกิจค้าขายมากมาย  ทำให้ชุมชนกลายเป็นชุมชนใหญ่ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว   เมื่อมีเงินเข้ามาเงินทำให้ธุรกิจพัฒนาขึ้นตามลำดับ  สิ่งอำนวยความสะดวกที่มากกว่า ปัจจัย 4 ก็ตามมา ร้านเหล้า  สถานบันเทิงนักร้องสาวสวย และ สิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึงคือ ซ่องโสเภณี การค้าประเวณีก็เริ่มเจริญขึ้นในชุมชนรอบเหมืองแม่เมาะด้วยเช่นกัน

ในชุมชนรอบๆ เหมืองแม่เมาะไม่ได้มีเพียงผู้คนที่แห่กันมาทำงานเท่านั้น กิจการบริษัทรับเหมาช่วงงานทั้งเครื่องจักรกล  และบริษัทใช้แรงงาน เข้ามาตั้งในชุมชนมากมาย ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของความเจริญที่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว

ในปีนี้เองที่เหมืองแม่เมาะ มีการขยายงานเพิ่มขึ้นโรงไฟฟ้าเดินเครื่องทำงานเต็มที่   คนทำงานเปิดหน้าดิน ขับรถบรรทุกขนาดใหญ่ ที่มีความสูงขนาดบ้านสองชั้น  เครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านไม่เคยเห็น  ชาวบ้านในท้องถิ่นต่างออกมาให้ความสนใจ  พากันมามุงดูกันเมื่อมีการเคลื่อนย้ายเครื่องจักรเข้ามา

การก่อสร้างโรงไฟฟ้าเริ่มใช้พื้นที่มากขึ้นและในที่สุดต้องอพยพหมู่บ้านออกไป 10 หมู่บ้าน ในปี 2535  พื้นที่ชุมชนที่มีแร่ลิกไนต์ใต้ดินถูกทางการประกาศอพยพ มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งไม่เห็นด้วยว่าอพยพไปได้อย่างไรในเมื่อเป็นที่ที่ทำมาหากินของเรา  การไฟฟ้าบอกว่า  ตรงนี้เป็นพื้นที่ราชพัสดุสงวนเอาไว้สำหรับการทำเหมืองแร่  ในขณะที่ชาวบ้านบอกไม่ได้เราหากินมาแต่ปู่แต่ย่า  มีอยู่ 2-3 คนที่ไม่กลัว ไล่ให้ออกไปไม่ยอม ในที่สุดทางการก็เข้ามาจับกุมดำเนินคดี  ผู้คัดค้านเหล่านี้ต้องติดคุกในข้อหาบุกรุกที่ดินการไฟฟ้า

หลังจากการจับกุมดังกล่าวทำให้ไม่มีใครกล้าคัดค้านอีกเลย   จากนั้นก็มีการย้ายชุมชน ย้ายอำเภอ โรงเรียน สถานีตำรวจ  ซึ่งสถานที่ราชการเหล่านี้เป็นอาคารไม้ พื้นที่ดังกล่าวปัจจุบันเป็นบ่อเหมืองลิกไนต์ไปแล้ว  ชาวบ้านที่ได้รับค่าเวนคืนชดเชย ส่วนใหญ่ดีใจที่ได้เงินมา

ชาวบ้านส่วนหนึ่งนำเงินมาสร้างบ้าน นำไปซื้อรถ  บางคนไปมีภรรยาใหม่ อีกคน  ไปใช้อย่างไม่รู้คุณค่าเที่ยวเตร่ ถือว่าปี 35-38  เป็นยุคธุรกิจกาม ในแม่เมาะรุ่งเรืองมาก ในที่สุดปี 2538 แม่เมาะมีสถิติประชากรติดเชื้อ เอชไอวี  มากเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย  จากสถิติของ อสม.ในท้องถิ่น (มะลิวรรณ เป็นอสม.ขณะนั้น)

มะลิวรรณ เดิมอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ  พ่อแม่อยู่นครราชสีมา  สามีเรียนจบ ปวส. วิศวกรรม พระนครเหนือ ช่วงนั้นลูกคนโตได้ 2 ขวบกว่า  สามีพ่อแม่เป็นคนภาคใต้มีฐานะดี ต้องการให้ไปเรียนต่อเมืองนอกแต่ไม่ไป  สามารถเห็นประกาศในหน้าหนังสือพิมพ์  เหมืองแม่เมาะรับสมัครงานจำนวนมากหลากหลายตำแหน่งและตรงกับการศึกษาที่เรียนมา พร้อมทั้งให้เงินเดือนที่สูงกว่าที่ทำงานในแหล่งอื่นๆ   จึงตัดสินใจเดินทางขึ้นมาสมัครเข้าทำงานที่เหมืองแม่เมาะ  เพื่อนๆ ที่เรียนจบมาด้วยกันรวมทั้งคนที่กำลังหางานก็สนใจหลั่งไหลเข้ามาทำงานอย่างคับคั่ง  ในขณะเดียวกันมีเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งเลือกที่จะไปทำงานในซาอุดิอาระเบีย จนมีคำถามเปรียบเทียบว่า  “ทำไมต้องไปซาอุฯ  ที่นี่ก็คือซาอุน้อย มีรายได้ดีเหมือนกันและไม่ต้องเดินทางจากลูกเมียไปต่างประเทศด้วย”  ในที่สุดมีคนที่ไม่คิดไปต่างประเทศแต่หันกลับมาทำงานในเหมืองแม่เมาะมากขึ้น   ขบวนรถไฟสายเหนือ มีคนวัยทำงานเดินทางมาทำงานกันที่แม่เมาะจำนวนมาก  ซึ่งจะเห็นว่าในปัจจุบันคนในแม่เมาะจึงเป็นคนที่หลากหลายไม่เพียงคนแม่เมาะดั่งเดิมเท่านั้น

มะลิวรรณ บอกว่า  ช่วงแรกเข้ามาทำงานรับจ้างขับรถแคท  (รถคันใหญ่ๆ  )  ขนถ่านหินในบ่อเหมือง ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทรับช่วงมาจาก การไฟฟ้าอีกทอดหนึ่ง  เป็นบริษัทซัพคอนแทรกกับการไฟฟ้า

ในช่วงที่มีการอพยพโยกย้าย  ตนได้ทำงานช่วยสามีหารายได้เสริม  สามีทำงานในบ่อเหมือง  ตัวเองได้เปิดการค้าขายเล็กๆ หน้าบ้านเป็นแม่ค้าขายสลิ่ม ของหวาน  ในบริเวณที่ทำงานของ  กฟผ.  เพราะมีคนเยอะมากในช่วงเลิกงานต้องหาอาหารรับประทานกัน   ช่วงนั้นมีลูกค้าประจำคือพวกรับจ้างขนย้ายบ้านของชาวบ้านออกไป

มีรถบรรทุกลำเลี้ยงไม้เก่าออกไปจากชุมชนเดิม เพื่อนำไปปลูกบ้านในที่ดินแห่งใหม่  บริเวณหลังอำเภอในปัจจุบัน  เราเริ่มเห็นการทำงานของกระบวนการพัฒนา  หัวหน้าคนงานขนย้ายบ้านมานั่งกินสลิ่มในร้าน  ในระหว่างกินสลิ่ม  บนรถบรรทุกลูกน้องตีกัน ทำร้ายกันเราตกใจแต่หัวหน้ากลับนั่งเฉยกินขนมหวานอย่างเพลิดเพลิน  ขณะบนรถต่อยกันชกกันเลือดกบปาก  คนที่อยุ่ข้างล่างรถก็กระโดยขึ้นมาร่วมวงชกกันอย่างดุเดือดเหมือนจะฆ่ากัน   ทำเอาแม่ค้าสลิ่มตกใจได้หันไปบอกหัวหน้างานที่นั่งกินสลิ่มหน้าตาเฉยว่า  “ทำไมไม่ห้ามตีกันขนาดนั้นแล้ว”   ก็ได้รับคำตอบด้วยสีหน้าเฉยๆ ว่า  “ม้ามันขึ้น ปล่อยมันเถอะ”    ดิฉันจึงได้ข้อสรุปว่า  แม่เมาะไม่ได้มีเพียงแหล่งงานใหญ่และการโยกย้ายของชาวบ้าน แต่ในกระบวนการเหล่านี้มียาเสพติดแฝงเข้ามาด้วย  มันเป็นวัฒนธรรมใหม่ที่เข้ามากับการพัฒนาแม่เมาะ  แม้ว่าที่เราเห็นอาการม้าขึ้นเกิดคึกมีการฟัดกันแต่ไม่ถึงกับฆ่ากันถ้ามาลงอาการของมันก็หมดไปและทุกกันก็ไม่ได้โกรธกันเพราะไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป  แม่ค้าสลิ่มเริ่มชินกับมัน  แต่ความคิดของแม่ค้าก็ไม่ต่างอะไรกับหัวหน้างานที่เห็นเหตุการณ์คลุ้มคลั่งชกต่อยกันเป็นเรื่องธรรมดาไปในที่สุด

การทำงานทั้งสามีภรรยาคู่นี้เริ่มเก็บเงินได้เป็นทุกก้อนพอประมาณ  เริ่มขยับขยายครอบครัวออกมาซื้อที่ดินเป็นของตนเองและมั่นใจที่จะฝังตัวเองเป็นชาวแม่เมาะอย่างแน่นอนแล้ว  การทำงานที่นี่สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับครอบครัวแม้ว่าจะเห็นสิ่งที่ไม่ดีขัดตาไปบ้างคงไม่เป็นไร  มะลิวรรณและครอบครัวซื้อที่ดินอยู่ที่บ้านห้วยคิง ห่างเหมืองอยู่เล็กน้อย   เมื่อตั้งรกรากได้มีความมั่นคงมาก ทำงานเล็กๆ น้อยๆ เสริมงานสามี  ขายของบ้าง  รับจ้างเล็กๆ น้อยๆ กินเงินรายวันอย่างในชุมชนอย่างสุขสบาย

อยู่มาในปี 2535  มะลิวรรณ เห็นชาวบ้านออกมาประท้วงโรงไฟฟ้า  มีการปิดถนน ปิดหน้าโรงไฟฟ้า  ด้วยข้ออ้างว่าได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้า   เราเองก็รู้สึกแสบจมูกแสบปอดแต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไรขึ้น  ในขณะที่เราเริ่มไม่พอใจกับผู้มาประท้วง  ออกไปด่าคนพวกนี้  เพราะว่า  ม็อบปิดถนนทำให้ไม่สามารถค้าขายได้ คนงานเข้าออกในเหมืองไม่ได้   ตรงนั้นก็ปิดตรงนี้ก็ปิดกีดขวางทางไปหมด  ในใจมะลิวรรณเห็นว่าพวกประท้วงเป็นพวกเกะกะ  ขัดขวางความเจริญ  ในขณะที่มะลิวรรณเองก็เริ่มมีอาการแสบจมูกแล้ว

ปี 2538  ครอบครัวมะลิวรรณ ได้สมาชิกใหม่  ลูกคนที่ 2 เกิดใหม่อีกคน

การประท้วงยืดเยื้อไปจนถึงปี 2541  ต่อเนื่องมา การประท้วงไม่มีที่สิ้นสุด รุนแรงถึงกับมีรถหวอ รถพยาบาลวิ่งเข้าวิ่งออก   มีเสียงออกจากเหมืองแม่เมาะว่า คนเหล่านี้อยากได้ค่าเวนคืนเหมือนพวกที่อพยพออกไปในปี 2535  คนในกลุ่มโรงงานเหมืองแม่เมาะมีการเล่าสู่กันฟังปากต่อปาก  มะลิวรรณเองก็คิดเช่นเดียวกัน

ปี 2542 ลูกคนเล็กเริ่มพูดได้สื่อสารกับแม่ว่า  “แม่หายใจไม่อิ่ม”  ลูกร้องงองแง  ลูกหายใจไม่อิ่มๆๆ  จึงเริ่มเอาอาการลูกไปคุยกับเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ไม่ชอบพวกประท้วงและอ้างผู้ประท้วงว่าเป็นผู้อยากได้เงินค่ารื้อถอน  เราเองก็ยังไม่ได้สำนึกอะไรกับสุขภาพ   บางคืนลูกนอนไม่ได้ ต้องเอามานอนบนตัก  มะลิวรรณเองอุ้มลูกไว้บนตัก เอนหลังเอาศีรษะพิงหัวเตียงตามลำพัง   สามีออกไปทำงานกะกลางคืนกว่าจะกลับก็สว่าง  “เราต้องดูแลลูกทั้งคืนด้วยอาการของลูกจนหลับไม่ลง  รุ่งเช้าสามีกลับมาจากเลิกงานหงุดหงิด จนเกิดทะเลาะกันและเถียงกันอย่างรุนแรง  ท่ามกลางเสียงเครื่องจักรที่ดังกระหึ่มทั้งวันทั้งคืน  สุขภาพจิตของครอบครัวนี้เสื่อมโทรมลง

ด้วยปัญหามะลิวรรณ เริ่มไปคุยกับชาวบ้าน ก็ได้แนวคิดว่า  สาเหตุของลูกเกิดจากการขยายเหมือง ตรงจุดที่มีการจับกุมผู้คัดค้านไป  มีการโค่นไปออก เปิดหน้าดิน  ส่งผลกระทบถึงสภาพอากาศ  ฝุ่น  กลิ่น และเสียงที่รุนแรงเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

แม้ครอบครัวมะลิวรรณ จะเริ่มระหองระแหงกันแต่กิจวัตรประจำวันของมะลิวรรณมิได้ขาดหายไป  เช้าเตรียมอาหาร  ห่อให้สามีไปทำงาน  อีกชุดเก็บไว้กินเอง  และชุดที่ 3 เก็บไว้กินเมื่อกลางวัน  และถ้าเหลือก็เป็นอาหารมื้อเย็นไปด้วย  เมื่ขอสามีออกไปทำงานความวุ่นวายเตรียมให้สามีก็จบลงหันกลับมาดูลูกเสร็จสรรพ จากนั้นจะไปกินข้าว  ปรากฏว่า  กับข้าวในตู้กับข้าวไม่สามารถกินได้  กับข้าวไม่ได้บูดแต่มีฝุ่นปลิวมาลงในอาหารที่เตรียมไว้แม้ในตู้กับข้าว   ทำเอามื้อนั้นเธอต้องเพิ่มงานเตรียมอาหารรับประทานใหม่เป็นการเพิ่มเวลามากขึ้นแทนที่จะไปใช้เวลากับการค้าขายหน้าบ้าน  และต้องเปลี่ยนวิธีการประกอบอาหารใหม่คือทำเสร็จกันให้หมด ถ้าเวลาผ่านไปฝุ่นก็จะลงในอาหารจนรับประทานไม่ได้

ฝุ่นละอองไม่เพียงเข้าไปอยู่ในตู้กับข้าว แต่แพร่กระจายไปทั่วบ้านแม้ว่าปิดบ้านมิดชิดแต่ฝุ่นเหล่านั้นเข้าไปได้  ที่นอน  มุ้ง มีฝุ่นเข้าไปจับโดยทั่วเห็นได้ชัด มุ้งสีขาวออกสีคล้ำลงอย่างรวดเร็ว   บริเวณรอบๆ บ้านใบไม้มีฝุ่นละอองจากโรงไฟฟ้าจับจนหนาไปหมดผักรอบรอบบ้านนำมาปรุงอาหารรับประทานจะต้องล้างมากขึ้นบางชนิดใช้รับประทานไม่ได้ งานที่เพิ่มขึ้นคือการทำความสะอาดต้องถูบ้านบ่อยครั้งขึ้นเป็นงานใหม่ที่เพิ่มขึ้นมา  เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2542-2544   เป็นมลภาวะที่สอดคล้องกับการขยายเหมืองขยับเข้ามาใกล้บ้านห้วยคิงทุกขณะ เป็นแนวเหมืองเฟส 5  ซึ่งแนวเหมืองกับชุมชน มีลำห้วยกั้นเท่านั้นเอง

ปัญหาเริ่มมีการคุยกันในชุมชนมากขึ้น  ชุมชนเหล่านี้เดิมทีได้ประโยชน์จากโรงไฟฟ้า และมีผลประโยชน์ทางการค้าขาย จึงมีแนวคิดต่อต้านพวกประท้วงและประนามว่าพวกประท้วงเป็นพวกหวังเงินรายได้เวนคืนไม่ได้คิดว่าพวกเขาเกิดปัญหาสุขภาพ  ทำให้การพูดคุยในชุมชนนั้นยากมากที่จะทำให้เกิดความเข้าใจหรือเห็นพิษภัยของมลภาวะที่เปลี่ยนไป

มะลิวรรณเล่าอีกว่า  ชาวบ้านเริ่มรู้สึกว่า  อาการเจ็บป่วยและความเป็นอยู่ที่แย่ลงแม้แต่ความขัดแย้งในครอบครัวเกิดจากความเคลียดที่เกิดจากมลภาวะ  เริ่มเอาเรื่องไปคุยกับผู้ใหญ่บ้าน  คำตอบที่ได้รับคือให้อยู่เฉยๆ  ผู้ใหญ่บ้านจะไปคุยกับการไฟฟ้า ผู้ใหญ่บ้านบอกด้วยว่าอย่างไรเสียเราก็คงได้ย้าย ซึ่งการอพยพโยกย้ายในสมัยนั้นก็จะมีค่าเวนคืน  ค่ารื้อถอน  ผู้ใหญ่บ้านไม่ได้คิดเรื่องสุขภาพแต่เห็นเป็นโอกาสที่จะได้ค่าเวนคืนรื้อถอน  ค่าต้นไม้  ค่าที่ดิน  ฯลฯ ที่จะทำให้เกิดรายได้และบางบ้านอาจเป็นเศรษฐีใหม่  การสื่อสารกับผู้ใหญ่บ้านและผู้ใหญ่บ้านกับการไฟฟ้า ใช้เวลารอคอยนานนับปี ชาวบ้านที่ต้องทนกับมลภาวะและการเจ็บป่วยรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว  รวมทั้งมะลิวรรณเองก็ยอมรับว่ามันรุนแรงกับครอบครัวหนักจนสุดจะทนแล้ว

ชาวบ้านรู้ว่าผู้ใหญ่บ้านเข้าออกโรงไฟฟ้า แต่ไม่มีการดำเนินการที่คืบหน้าอะไร  คนในระแวกโรงไฟฟ้าเองต้องทนมาจนปี 2543-2544  ที่ขอบเหมืองประชิดชุมชนมากขึ้น  ปรากฏว่าไม่ได้มาแต่ฝุ่นเท่านั้น กลิ่นเหม็นจากซัลเฟอร์ลอยเข้าชุมชนอย่างต่อเนื่อง  การเปิดหน้าดินจนถึงชั้นลิกไนต์ต้องใช้เครื่องจักรทำงานที่ส่งเสียงดังมาก เมื่อลิกไนท์ถูกเปิดขึ้นมาพบกับอากาศเกิดกลิ่นเหม็น  ชาวบ้านไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกลิ่นเหม็นรุนแรงขึ้นทุกขณะ  มะลิวัลย์ยกตัวอย่างว่า  “ถ้าเราไปเที่ยวงานลอยกระทงมีการจุดพลุจำนวนมากรู้สึกเหม็น เราสามารถเดินออกจากงานลอยกระทงได้  แต่ที่ห้วยคิงมีกลิ่นเหม็นจากบ่อเหมืองเราคงแบกเสาบ้านหนีไม่ได้กลิ่นเหม็นเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากชุมชนอยู่ใต้ทิศทางลมของบ่อเหมือง

การเจ็บป่วย

ทั้งกลิ่นและฝุ่นละอองจากเหมืองแม่เมาะส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยของคนที่อาศัยอยู่ใกล้เหมือง เป็นช่วงเจ็บป่วยมีไปถึงมือแพทย์โรงพยาบาลแม่เมาะ ผอ.ประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์  สนใจทำงานหาสาเหตุการป่วยของชาวบ้าน ในขณะมีเวทีคุยกันเรื่องสุขภาพของชาวจังหวัดลำปาง จัดที่สถาบันราชภัฏลำปาง  นายจรัส ใหม่ยศ ดำเนินรายการ  มะลิวรรณไปร่วมในฐานะ อสม.  ผอ.ประเสริฐเป็นหมอจะช่วยชาวบ้านอย่างไร อสม.เห็นชาวบ้านป่วยหมอจะช่วยอย่างไรเป็นคำถามของ อสม.ต่อ ผอ.โรงพยาบาล  ได้รับคำตอบจากหมอประเสริฐว่า  “หมอก็หมดปัญญา”   ในขณะที่ อสม.เห็นผู้ป่วยเพิ่มขึ้นแต่หมอไม่มีทางช่วย ผู้ป่วยในหมู่บ้านมีมากกว่าที่ไปในโรงพยาบาลทำให้นางมะลิวรรณตัดสินใจลาออกจากการเป็น อสม.ในวันนั้น

ในยุคนั้นมีคนป่วยเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง  หายใจไม่อิ่ม  แสบปอด  แสบคอ แสบจมูก  อาการหนักต้องใช้ อ๊อกซิเยนมือถือ ซึ่งมีราคาแพงต้องมีรายได้มากจึงจะมีเงินซื้อ  ชาวบ้านยากจนต้องใช้วิธีทอดผ้าป่าหาเงินซื้อ อ๊อกซิเยน  ได้เงินซื้อ 2ถัง ไว้ที่ต.สบป้าก 1 ถัง ต.บ้านดง 1 ถัง  ใครที่อาการหนักเอาถังไปใช้ ถ้าตายไปก็เปลี่ยนให้คนอื่นใช้ต่อ  ปัจจุบันยังใช้อยู่  เครื่องมือช่วยเหลือผู้ป่วยชาวบ้านต้องจัดหากันเอง  ซึ่งสะท้อนภาพของกองทุนรอบโรงไฟฟ้า และเงินช่วยเหลือจากภาครัฐลงไม่ถึงผุ้ประสบภัยจากมลภาวะแม่เมาะจากอดีตจนปัจจุบัน

ในที่สุดความสัมพันธ์และความหวังที่จะให้ผู้ใหญ่บ้านเป็นตัวแทนพูดคุยก็หมดลง  ชาวบ้านคุยกันเองตั้งตัวแทนขึ้นมาไปเจรจากับ อบต.แม่เมาะ  ไปคุยกับนายอำเภอ  ไปกันเอง  แต่ทุกอย่างก็เงียบไม่มีอะไรเกิดขึ้น

มีอยู่ครั้งหนึ่ง  กลุ่มเกษตรกรภาคเหนือชุมนุมประท้วงรัฐบาลที่หน้าศาลากลางเชียงใหม่ ราวปี 2544  ช่วงนั้นมีการยื่นหนังสือให้รัฐบาลแก้ไขผลกระทบต่างๆ หลายประเด็น  ชาวบ้านแม่เมาะกลุ่มนี้เดินทางไปหากลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ  ขอเข้าร่วมยื่นหนังสือด้วย  ได้พบกับแกนนำ มีศรีษะเกษ  สมาน  สุริยัน ทองหนูเอียด ประยงค์ ดอกลำไย  จรัส  ใหม่ยศ   พวกแกนนำหลักๆ เหล่านี้ไม่ให้กลุ่มแม่เมาะเข้าร่วมด้วยเหตุผลว่า แม่เมาะไม่มีประวัติศาสตร์ร่วมไม่เคยร่วมช่วยเหลือในการประท้วงมาก่อน  ชาวบ้านแม่เมาะไปเฝ้ารอเมตตาจากแกนนำเกษตรกรเหล่านี้ถึง 3  คืน  ไม่ได้รับการอนุญาตชาวแม่เมาะถึงกับน้ำตาตก  กลับมายังบ้านห้วยคิงด้วยความผิดหวัง  มะลิวรรณกล่าวว่า  เราไปพึ่งผู้นำหมู่บ้าน หน่วยราชการไร้ผล เราหันไปพึ่งกลุ่มประชาชนผู้เดือนร้อนคือกลุ่มเกษตรกรเองก็ไม่ได้รับความสนใจ

น้ำตาแห่งความผิดหวังของชาวแม่เมาะเกิดขึ้นเหมือนจะสิ้นหวังในแผ่นดินนี้   มะลิวรรณ เป็นผู้หญิงคนเดียวในประชาคมหมู่บ้านที่เลือกมาเป็นตัวแทนแก้ปัญหามลภาวะในชุมชน  ความผิดหวังทำให้ชาวบ้านแม่เมาะต้องกลับมาพูดคุยกันเองอีกครั้ง  ในที่สุดชาวบ้านมีแนวคิดร่วมกันว่าคงพึ่งพาใครไม่ได้แล้ว ชาวบ้านควรเสียสละเวลารวมตัวกันแสดงพลังกันเอง  ชาวบ้านรวบรวมกันได้  260 คน  ผู้ใหญ่บ้าน อบต.ออกมาคัดค้านไม่ให้ไปประท้วงโดยอ้างว่า  “เดี๋ยวกฟผ.ก็แก้ปัญหาให้” ชาวบ้านไม่ฟังอีกต่อไปแล้ว  ชาวบ้าน 260 คนเดินทางไปปิดศาลากลางจังหวัดลำปาง  การไปปิดศาลากลางลำปาง  สื่อมวลชนตั้งข้อสังเกตว่า  ที่ศาลากลางเชียงใหม่ก็ม็อบ   ศาลากลางลำปางก็ม็อบอาจเป็นเรื่องการทำงานประสานงานกันเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน  ในขณะที่การไฟฟ้าทำการทบทวนกับผู้นำท้องถิ่นที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทำให้ชาวบ้านออกไปชุมนุมประท้วง  ไหนว่าคุมได้ทำไม่ปล่อยให้ชาวบ้านออกไปประท้วง  การประท้วงทำให้หลายหน่วยงานตื่นตัว  สว.ลำปางเข้ามาดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นพยายามไกล่เกลี่ยให้ชาวบ้านส่งตัวแทนไปคุยในห้อง แต่ชาวบ้านยืนยันประท้วงไม่ขึ้นเจรจาในห้องประชุม ขอนั่งตากแดดอยู่หน้าศาลากลาง

มะลิวรรณ กล่าวว่า  นี่เป็นครั้งแรกที่เราออกมาประท้วง เป็นครั้งแรกในชีวิต  ซึ่งเมื่อก่อนเรามีความคิดแง่ลบกับพวกมาประท้วงหน้า กฟผ.เพียงเพราะผลประโยชน์ของเราจนไม่มองเหตุผลของคนที่มาประท้วง

การเจรจากลางแจ้งก็เกิดขึ้นมีผู้ว่าราชการจังหวัด สว. และตัวแทนการไฟฟ้า  เกิดข้อตกลงโดยจะมีการจัดตั้งกรรมการแบบไตรภาคี มีทางจังหวัด การไฟฟ้า และชาวบ้านมาร่วมพูดคุยกัน  ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางในขณะนั้นคือนายธีระ มานะทัศน์  ปัจจุบันเป็น สว.ลำปาง  เป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย

ในที่สุดมีการตั้งคณะกรรมการแบบไตรภาคีขึ้นมามีผู้ว่าเป็นประธาน  มีนายอำเภอ  อบต. การไฟฟ้า  เริ่มด้วยการลงดูพื้นที่ร่วมกัน โดยมี กรมควบคุมมลพิษมาด้วย  หลังลงพื้นที่ กรมควบคุมมลพิษบอกว่าฝุ่นละออง แรงสั่นสะเทือนมีค่าไม่เกินมาตรฐาน  แม้แต่แรงระเบิดอยู่ในค่ามาตรฐานทั้งสิ้น  มะลิวรรณบอกว่าชาวบ้านไม่รู้ว่ามาตรฐานหรือไม่มาตรฐานอย่างไร  แต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นคือ  บ้านมีรอยร้าวบางแห่งปูนแตกมีบางหลังผนังบ้านพังบ้างแล้ว  ซึ่งได้รับคำตอบว่าชาวบ้านสร้างบ้านไม่ได้มาตรฐาน  นอกจากจะไม่แก้ปัญหาแล้ว  คำตอบยังสร้างความเจ็บแค้นให้กับชาวบ้าน เป็นการก่อปัญหาใหม่เพิ่มขึ้นอีก

ในขณะเดียวกันกลุ่มแกนนำสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือที่ชุมนุมประท้วงที่หน้าศาลากลางเชียงใหม่นำประเด็นปัญหาแม่เมาะเข้าที่ประชุมหารือร่วมกัน  ในที่สุด ที่ประชุมกลุ่มเกษตรกรยอมรับและแจ้งให้เข้าร่วมการชุมนุมที่ศาลากลางเชียงใหม่  ซึ่งก็เป็นที่มาของการนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมในเวลาต่อมา

ชาวแม่เมาะพบว่า  แนวทางแก้ปัญหาภาครัฐไม่เป็นจริง  มีการประชุมหารือร่วมกันแต่ก็มีเพียงการประชุมเท่านั้นไม่คืบหน้าเรื่องการแก้ปัญหาใดใด  เมื่อชาวบ้านยื่นเอกสารแล้วหน่วยงานภาครัฐรับเรื่องชาวบ้านก็หลงว่าจะได้รับการแก้ไข   จนเหตุการณ์ผ่านไปหลายปี  ถือว่าไร้ผล

ทางด้านสื่อมวลชน  มะลิวรรณกล่าวว่า  เราไม่รู้เรื่องสื่อเลย เราออกไปทำการประท้วงด้วยปัญหาที่แท้จริง แม้สื่อจะให้ความสนใจน้อยก็ตาม  มีหนังสือมติชน เกาะติดสถานการณ์ดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง  แต่ประเด็นไม่ถูกตีแผ่ในสังคม  ชาวบ้านยังคงเคลื่อนอยู่เพราะความเดือดร้อนจริง  สุขภาพของตนแม่เมาะกลายเป็นตัวประกัน ประเด็นที่ชาวบ้านเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องจากผลของการที่ทางราชการใช้ข้อมูลเท็จและการถูกรังแกไม่ได้รับความยุติธรรมจากภาครัฐ

ไม่ยุติธรรมอย่างไรเช่น  ปี 2541 ที่เกิดปัญหาผลกระทบหลายด้านเกิดเสียหายกับประชาชนในชุมชนผู้ใหญ่บ้านทราบสถานการณ์เข้าเจรจากับโรงไฟฟ้า จนมีผลในการช่วยเหลือ    มีการเรียกให้พรรคพวกของผู้ใหญ่บ้านไปรับเงินชดเชยค่าเสียหายแทนชาวบ้านที่เดือดร้อน แต่ชาวบ้านที่เดือดร้อนไม่ได้รับการช่วยเหลือ ในขณะที่ชาวบ้านที่เดือดร้อนรู้ว่ามีการชดเชยความเสียหายจึงพยายามไปขอค่าช่วยเหลือแต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือโดยผู้นำหมู่บ้านบอกให้ไปฟ้องร้องเอา  นั่นหมายถึงภาครัฐและการไฟฟ้าร่วมมือกันกีดกันกลุ่มประท้วงออกไปจากการช่วยเหลือ

ท่ามกลางผลกระทบทางอากาศ เสียงและความสั่นสะเทือนที่ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก ผลกระทบด้านอื่นๆ ก็มีให้เห็นเพิ่มขึ้น  จากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมจาก เอ็นจีโอต่างประเทศ เช่น กรีนพีช  และ wpf ตลอดจนเอ็นจีโอในประเทศเครือข่ายมาบตาพุดระยอง เข้ามาให้การช่วยเหลือในการเรียนรู้การตรวจสอบสภาพอากาศ  จึงพบว่าในอากาศไม่ใช่ฝุ่นละอองธรรมดา แต่มันคือ ซันเฟอร์ไดอ๊อกไซ    มีคณะทำงานของกรีนพิซ ชาวบ้านเข้าร่วมเป็นอาสาสมัคร   มีการเก็บตัวอย่างน้ำ ไปตรวจสอบพบว่า  ปนเปื้อนไปด้วยซัลเฟส แมงกานีส สารหนู แคทเมี่ยม ทองแดง และ ปรอท ไม่เพียงที่แม่เมาะโลหะหนักเหล่านี้ปนเปื้อน ที่เขตผาลาด อ.เมือง ลำปาง ก็ตรวจพบสารโลหะหนักปนเปื้อนเช่นเดียวกัน จากเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับหลายหน่วยงานทำให้เห็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์  สารซัลเฟอร์ที่เผาไหม้เป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กขึ้นไปจับตัวที่ก้อนเมฆ  จากนั้นจะตกลงในแหล่งน้ำ ในรูปฝนกรด ฝนตกลงใบไม้จะมีลักษณะใบใหม้เป็นจุด ซึ่งได้แจ้งให้กรมควบคุมมลพิษทราบจึงเข้ามาตรวจแหล่งน้ำ  ได้รับคำตอบว่าสารพิษในน้ำเป็นของเสียจากบ่อเกรอะ  ของชาวบ้านมากกว่าเกิดจากโรงไฟฟ้า  พบว่าข้อมูลที่องค์กรเอกชนและชาวบ้านตรวจกับภาครัฐตรวจเป็นคนละเรื่อง

ชาวบ้านได้ใช้ข้อมูลออกมาสู้เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหานำมาคุยกันผ่านกระบวนการวิเคราะห์ที่ผ่านมาชาวบ้านคุยด้วยปัญหาและอารมณ์การต่อสู้ แต่ระยะหลังที่ได้รับความร่วมมือหลายฝ่าย  มีเวทีพูดคุยจนชาวบ้านมีความรู้พอจึงหันมาใช้ทางออกด้วยปัญญาและเหตุผลมากขึ้น  เมื่อมีการแชร์กันในวงทำให้เกิดประเด็นและลองทำ ลองผิด ลองถูก มีผลที่เกิดขึ้นมากมาย  แกนนำที่ดูจะก้าวหน้ามีอยู่ 10 คน  ทำหน้าที่อย่างแข็งขันเป็นหัวหอกของเครือข่ายผู้ป่วยแม่เมาะ  ปรากฏว่า  การไฟฟ้าใช้วิธีการสลายผู้นำ พยายามเชิญผู้นำไปพบ ให้ข้อเสนอส่วนตัว ทำให้แกนนำ 7 คนออกจากกลุ่มไป  ในขณะที่มีแกนนำ อีก 3 คน การไฟฟ้าชวนไปคุย  แต่ไม่ยอมไป  และยังยืนหยัดมาจนทุกวันนี้

มะลิวรรณพบว่า กระบวนการแทรกซึมเกิดขึ้นแล้วในการสลายผู้นำชาวบ้าน  ทำให้ชาวบ้านที่รู้ทันไม่เข้าไปพูดคุยด้วย   อบต.แม่เมาะมีรายได้จากค่าภาคหลวงแร่ถือว่ามีรายได้สูงมาก แต่ชาวบ้านไม่สามารถรู้ได้เลยว่า อบต.นำเงินไปทำอะไรบ้าง  อบต.อื่นๆ ที่ไม่มีโรงไฟฟ้าก็ได้รับงบสนับสนุนด้วยเช่นกันแต่ก็เห็นมีการพัฒนาที่ดีขึ้น    นอกจากนั้นยังมีงบประมาณพัฒนาชุมชนที่ การไฟฟ้าตั้งไว้ปีละ 30 ล้าน  ยังมีงบประมาณPDA ของสมาคมมีชัย วีระไวทยะ  อีกปีละ 20 ล้าน  เท่ากับแม่เมาะมีเงินพัฒนานอกงบประมาณถึง 50 ล้านบาทต่อปี  เงินเหล่านี้ผ่านองค์กรเอกชนที่จัดตั้งขึ้นในรูปสมาคมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนแม่เมาะโดยมีอดีตแกนนำปิดถนนในอดีตคนหนึ่งเป็นประธาน  โดยแกนนำผู้หญิงคนนี้ได้รับสถาปนาเป็นนายกสมาคม  ทำหน้าที่จากวันก่อตั้งมาจนถึงทุกวันนี้

ส่วนเครือข่ายผู้ป่วยจากมลภาวะแม่เมาะเกิดขึ้นหลังความร่วมมือกับองค์กรเอกชนและกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ

เครือข่ายผู้ป่วยจากมลภาวะในแม่เมาะได้เข้าร่วมประชุมกับเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ  ที่ศูนย์สารภี จ.เชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ปี 2545  พบว่าผู้ที่เข้าร่วมประชุมเป็นตนทำงานภาคประชาชนที่มีคุณภาพได้พบกับตัวแทนชาวนา  ตัวแทนชนเผ่าพื้นเมืองกลุ่มชาติพันธุ์ ได้พบกับหมีจู  ที่ออกมาเรียกร้องสัญชาติและมีบัตรประชาชนเห็นการทำงานแม้ผู้หญิงชนเผ่าก็ยังมีความรู้หาเหตุผลพูดอย่างมีความสามารถ  จึงเป็นแรงบันดาลใจ  ของแม่เมาะมีนายออน ห่วงเงิน ทำหน้าที่พูดแสดงความคิดเห็น

วันที่ 14 สิงหาคม  2545 มีการเจรจาซึ่งพลเอกชวลิต ยงใจยุทธเป็นรองนายกรัฐมนตรี  นัดเจรจากับกลุ่มสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือที่ชุมนุมยืดเยื้อเป็นเวลานานที่ศาลากลางเชียงใหม่ในหลายประเด็นปัญหารัฐบาลนัดทุกประเด็นไปคุยที่ทำเนียบรัฐบาล  ในที่สุดได้ติดตามไปร่วมเวทีกับรองนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล

กลุ่มแม่เมาะได้เดินเข้าทำเนียบรัฐบาลเป็นครั้งแรกในชีวิต  ในห้องประชุมแอร์เย็นเฉียบ ในส่วนเครือข่ายผู้ป่วยแม่เมาะไปกัน 2 คน เป็นผู้หญิงทั้งสองคน  ปัจจุบันอีกคนเสียชีวิตไปแล้วด้วยโรคมะเร็งปอดตายเป็นนักรบเพื่อสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน  ในที่ประชุม พลเอกชวลิต นั่งอยู่หัวโต๊ะ มีกลุ่มประเด็นปัญหาต่างพูดกันเป็นลำดับเสนอปัญหาของตนเอง  ต่างคนต่างพูดถึงประเด็นของตนเอง จนครบไม่มีใครแนะนำให้แม่เมาะพูดเลยท่ามกลางความใหม่ในการเข้าเจรจากับผู้นำระดับสูง  ในที่สุดประธานที่ประชุมถามว่าใครมีอะไรอีกไม๊ที่จะให้ข้อมูล  จึงได้โอกาสที่กลุ่มแม่เมาะยกมือเพื่อเสนอประเด็นปัญหาของตนเอง

“ท่านคะขออนุญาตค่ะ  หนูมาจากแม่เมาะ หนูได้รับผลกระทบโครงการรัฐ”  คำพูดที่ออกมาพร้อมกับน้ำตาที่คนแม่เมาะถูกกดดันมานาน “บ้านอยู่ใกล้โรงไฟฟ้า มีการระเบิดเหมืองในบริเวณใกล้ๆ บ้าน มีแรงสั่นสะเทือนมาก และยังมีกลิ่นเหม็นทุกวัน ก่อนเดินทางมาพบรองนายกฯ มีคนป่วยแล้ว  ท่านช่วยหน่อย หนูไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว”  มะลิวรรณ พูดท่ามกลางที่ประชุมเจรจาที่ทำเนียบรัฐบาล  คำพูดทำให้ประธานคือ พลเอกชวลิต หันมาให้ความสนใจในห้องประชุมต่างพุ่งเป้ามาที่ผู้พูดคือมะลิวรรณ  มะลิวรรณพูดต่อว่า  ชุมชนได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ มีพิษจริงๆ คนเป็นลม ป่วยกันหลายคนแล้ว ก่อนเดินทางมาทำเนียบก็ต้องหามเพื่อนบ้านไปส่งโรงพยาบาล  “ถ้าอย่างนั้นผมต้องไปดูหน่อยแล้ว” พลเอกชวลิตรกล่าว

วันที่ 21 สิงหาคม 2545 พลเอกชวลิตร เดินทางมาที่บ้านห้วยคิง ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง  ชุมชนที่มีปัญหาทางอากาศที่ทำให้ชาวบ้านหลายคนล้มป่วย  ชาวบ้านออกมาจำนวนมากเพราะถือเป็นครั้งแรกในชีวิตจริงๆ ที่ผู้นำระดับรองนายกรัฐมนตรีมาถึงชุมชน

พลเอกชวลิตร ถามหามะลิวรรณ ในชุมชนเรียก  การไฟฟ้ามาตั้งเต้นนั่งคุยกันตรงหน้าหมู่บ้านโดยมี สกน.สมาพันธ์เกษตรกรภาคเหนือเดินทางมาร่วมติดตามและเป็นกำลังใจให้กับชาวบ้านแม่เมาะที่ได้รับผลกระทบ  รองนายกได้ต่อว่าการไฟฟ้าต่อหน้าชาวบ้าน “มันจะเป็นจะตายหรือไรถ้าไม่ได้ขุดเหมืองบริเวณใกล้ชาวบ้าน”  การเจรจาทำให้ชาวบ้านเกิดความหวังที่คนระดับรองนายกรัฐมนตรีมาร่วมเจรจา  มีคำสั่งให้อพยพชาวบ้าน หยุดการขุดเหมืองไปก่อน  ปลูกแนวต้นไม้กันฝุ่นละออง  ท่ามกลางการเจรจามีทหารเข้าให้การคุ้มกันหนาแน่น

หลังรองนายกกลับไป ถือเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อในความคิดชาวบ้าน หลังจากนั้นไม่นานมีมติ ครม.นามออกมาให้อพยพบ้านห้วยคิง เป็นหมู่บ้านที่ 4   ชาวบ้านต่างพากันดีใจ แต่ผ่านไป 1 เดือนเท่านั้น ครม.มีมติชะลอการอพยพอีก  ชาวบ้านเริ่มสงสัยกับมติ ครม.ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้  จากปี 2544 -2551 มีมติ ครม.ที่แม่เมาะเสนอผ่าน สกน.เข้าไป 13 ฉบับ  เปลี่ยนรัฐมนตรี เปลื่อนรัฐบาล เปลี่ยนนโยบาย  ดังนั้นผลของแม่เมาะจึงไม่ไปถึงไหนแม้ว่า  ได้เดินเข้าไปเจรจาได้ถึงทำเนียบรัฐบาล

มติ ครม. 13 ฉบับมีผลเป็นรูปธรรมคือฉบับปี 2551 ฉบับเดียวเท่านั้น สาเหตุสำคัญมาจากการเมืองไทยไม่นิ่งพอที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาให้ประชาชน  ตั้งแต่รัฐบาลทักษิณ มาชวลิตร มาบรรหาร มาอภิสิทธิ์  จนถึง สุรยุทธ ยุค คมช.  ชาวบ้านได้รับการแก้ปัญหาได้อพยพในช่วงรัฐบาล คมช. พลเอกสุรยุทธ จุรานนท์

กรณีศาลปกครอง

ชาวแม่เมาะยื่นฟ้องต่อศาลปกครองปี 2546  ศาลมีคำพิพากษาในปี 2556  ให้ชาวแม่เมาะชนะคดี ผลของคดีผ่านไปแล้ว 20 ปีการชดเชยตามศาลบังคับยังไม่เกิดขึ้น สาเหตุสำคัญมาจากรัฐบาลพยายามที่จะอุทธรณ์ต่อศาลทำให้มีการยืดเวลาออกไปอีก

กรณีที่ศาลปกครองตัดสินให้ชาวแม่เมาะชนะคดีให้การไฟฟ้ามีการชดใช้ ให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองแม่เมาะ

ชาวแม่เมาะต่อสู้มาหลายรูปแบบ  สุดท้ายหลังพึ่งกระบวนการยุติธรรม  ในกระบวนการยุติธรรมที่หวังพึ่งนั้นจะต้องแลกกับชีวิตที่สูญเสียไปอย่างต่อเนื่อง ภาพสะเทือนใจจะเกิดขึ้นทุกปี  ช่วยปลายฝนต้นหนาว เกิดความกดอากาศต่ำ ทำให้ฝุ่นละอองอากาศพิษลงสู่ชุมชนหนาแน่นขึ้น   ทำให้หมอกควันพิษเข้าไปยังปอดของประชาชนมากขึ้น คนที่ป่วยอักเสบอยู่แล้ว จึงทนไม่ไหวในช่วงฤดูดังกล่าว

คนป่วยจากหมู่บ้านจะมาโรงพยาบาลรู้ว่าอาการไม่ดีแล้วไม่ไหวแล้ว  สภาพก่อนเสียชีวิตจะกระเสือกกระสนหาอากาศหายใจจนลมหายใจสุดท้ายขาดหายไป  ภาพเหล่านี้เป็นภาพที่สลดใจมาก

สิ่งที่สลดใจมากคือในขณะที่พนักงาน กฟผ.บอกว่า อยู่แม่เมาะเหมือนกันไม่เห็นป่วย เหตุผลคือ พนักงานของ กฟผ.มีการตรวจสุขภาพ เอ็กเรย์ปอดทุกปี  เมื่อพบว่าเริ่มมีปัญหาก็จะส่งไปอยู่โรงไฟฟ้าอื่นๆ ที่ไม่มีมลภาวะ ในขณะเดียวกันผู้บริหารไม่ได้อาศัยอยู่ในเขตโรงไฟฟ้าแม่เมาะ  ไปอาศัยอยู่ในเมืองเช้านั่งรถปรับอากาศมาเข้าไปทำงานในห้องปรับอากาศ เย็นก็กลับด้วยรถปรับอากาศ  การกระทบสารซัลเฟอร์เพียงแค่ช่วงออกจากรถเข้าที่ทำงานเท่านั้นเอง

รัฐบาลที่เปลี่ยนไปหลายยุค ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ไม่เคยมีสำนึกเลยว่าจะช่วยเหลือผู้รับผลกระทบอย่างไร  ทุกคนรู้ว่ามีผลกระทบไม่ปฏิเสธ

เข้าสู่ยุคปัจจุบันแม้ว่าปัญหาในอดีตยังไม่จบลง ท่ามการมีกองทุนรอบโรงไฟฟ้า มะลิวรรณ อ้างว่าเกิดขึ้นจาก 3 สาเหตุ ปี 54 ยุค คมช.   2 ผลักดันให้มีโรงพยาบาลเพื่อผู้ป่วยในแม่เมาะผลักดันจนสำเร็จ ครม.ให้การไฟฟ้าจ่ายให้จำนวน 36 ล้านบาท  ปัจจุบันยังสร้างไม่เสร็จ  การจัดตั้งกองทุนดูแลคุณภาพชีวิต  เป็นเรื่องของ พ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงานในยุคนายปิยสวัสดิ์ อมรนันท์   กองทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ได้รับผลกระทบรอบๆ โรงไฟฟ้า

มะลิวรรณกล่าวถึงการช่วยเหลือกันเองเพิ่มอีกว่า  ถ้าจะสะท้อนภาพหลายคนมองว่าที่แม่เมาะมีเงินมากมายในการช่วยเหลือ แต่ความเดือดร้อนทำไมยังไม่หมดไป  ซึ่งความเจ็บป่วยเป็นผลมาจากรัฐ  มีผู้ป่วยเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นที่ยอมรับเห็นว่ามีการเจ็บป่วยจริง  แต่หมดปัญญาหรือไม่มีทางที่จะช่วยเหลือแต่กลับมีปัญญาที่จะสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

เรามอง 2 มุม  หนึ่งคือ การไม่รับผิดชอบ   สองรัฐโกหกโลกว่าไทยเป็นเมืองประชาธิปไตยเป็นเมืองพุทธ มีการช่วยเหลือดูแลเป็นอย่างดีไม่จริงเป็นการโกหกชาวโลก และไม่ใช่เมืองสิทธิมนุษยชน ท้ายสุดพฤติกรรมการไม่เหลียวแลผู้ป่วยก็คือความโหดเหี้ยมยิ่งกว่าประเทศเขมร ประเทศคอมมิวนิสต์   เหมือนเป็นการทรมานคนให้ตายทั้งเป็น  โดยไม่เยียวยา  ไม่รับผิดชอบ  ไม่ละอายต่อการกระทำทั้งๆ ที่ศาลพิพากษาให้จ่ายเงินชดเชย ยังทำการอุทธรณ์  

dead maemao

 ขอขอบคุณภาพจาก facebook “เครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ” 

ศาลพิพากษาปี 2552  เราฟ้องปี 2446  ปีนี้ปี 56  รวม 20 ปีแล้ว  หลังจากเราต่อสู้ด้วยกระบวนการขับเคลื่อนผ่านช่องทางทุกช่องทางแล้วในที่สุดก็ต้องฝากไว้ที่กระบวนการยุติธรรม  แต่กระบวนการยุติธรรมที่เราหวังพึ่งบนเส้นทางนี้กับวันเวลาที่รอคอย  เราต้องแลกกับชีวิตที่สูญหายไปคนแล้วคนเล่า ล้มตายลงไป

ในช่วงปลายฝนต้นหนาวของทุกปี ปัญหาจะรุนแรงมากเนื่องจากกระแสลมพัดเข้าชุมชนและมีความกดอากาศสูง  อากาศพิษไม่ลอยตัวขึ้นที่สูง อบอวนอยู่ในหมู่บ้าน เข้าไปถึงปอดของผู้ป่วยที่อักเสบอยู่แล้ว ความทรมานที่เห็น  คือคนป่วยจะมาโรงพยาบาลรู้ว่าอาการไม่ดีแล้วไม่ไหวแล้วก่อนตายผู้ป่วยต้องกระเสือกกระสนหาอากาศหายใจ

สิ่งที่พวกเราสลดใจมากคือว่า  พนักงาน กฟผ.บอกว่าเขาก็อยู่แม่เมาะเหมือนกัน  ไม่เห็นป่วยเลย ก็บอกว่าคุณจะป่วยได้อย่างไร ในเมื่อคุณมีเวลาเผชิญกับมลภาวะน้อยมาก  มีบ้านอยู่ในลำปาง  นั่งรถแอร์เข้ามาทีทำงาน จากนั้นก็เข้าไปทำงานในห้องแอร์  ส่วนพนักงานที่พบว่ามีปัญหาก็ส่งไปอยู่โรงไฟฟ้าอื่นๆ ที่ปลอดภัยกว่าเช่น วังน้อย อยุธยา

ที่สำคัญอีกประการคือ ผู้บริหารที่เปลี่ยนกันเข้ามาทำงานไม่เคยคิดว่าจะช่วยเหลืออะไรแม้ว่าทุกคนรู้ว่ามีผลกระทบ

ผู้ป่วยจากซัลเฟอร์ที่แม่เมาะหลายคนจบชีวิตไปท่ามกลางการต่อสู้ที่ยากลำบาก และยากแก่การพิสูจน์ด้วยกฎหมายของไทย  แม้ว่าประเทศไทยนั้นจะมีกฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีบทบังคับใช้คำนึงถึงสิทธิของประชาชน  ปกป้องคุ้มครองสิทธิ  และสุขภาพวะความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน สิทธิในการปกป้องฐานทรัพยากรชุมชนท่องถิ่น และเสรีภาพที่มากับกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และฉบับ 2550  โดยเฉพาะในมาตรา 3 ระบุว่า  อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย  ไม่ได้ใช้คำว่า “มาจากปวงชนชาวไทย” เช่นกฎหมายรัฐธรรมนูญเก่าๆ ที่ผ่านมา  มีหลายมากตราที่พิทักษ์สิทธิของประชาชนอย่างเต็มที่เกิดองค์กรอิสระ เกิดศาลปกครอง  เป็นหน่วยพิทักษ์สิทธิของประชาชน  แต่ทว่าในกระบวนของกฎหมายที่มีการพัฒนาไปมาก  เหตุการณ์ที่แม่เมาะพบว่า กฎหมายเหล่านั้นยังใช้การอะไรไม่ได้นักกับบริษัทยักษ์ใหญ่เช่นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  โรงงานไฟฟ้าแม่เมาะ

สมโรจน์  สำราญชลารัตน์  เขียน

 

Loading...
Loading...