logo


เสียงจากเหยื่อโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

ชาวบ้านที่ต้องรับกรรมการสารพิษโรงไฟฟ้าแม่เมาะแม้ว่าการเรียกร้องนานซักเท่าไหร่แต่พวกเขานั้นไม่ย่อท้อที่จะพยายามไปให้ถึง  เพราะความตายเดินเข้ามาใกล้ตัวทุกขณะ

นายตั๋นแก้ว  อู่เงิน  อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่  869 หมู่ 5 ต.สบป๊าด  อ.แม่เมาะ  จ.ลำปาง

ผู้ที่ได้ชัยชนะระดับหนึ่งที่เรียกร้องให้พวกเขาทั้งหมู่บ้านได้ย้ายออกจากบ้านเดิมใกล้ปากบ่อเหมืองแม่เมาะ ที่บ้านหัวฝาย หมู่ 8 ต.บ้านดง อ.แม่เมาะ บ้านเดิมนั้นเหมืองขยายมาจนเหลือเพียงถนนเส้นเดียวที่ขวางกันเหมืองกับบ้าน

พ่อตั๋นแก้ว  กล่าวว่า  ได้ย้ายมาตั้งแต่ปี 2535  มาอยู่ที่แห่งใหม่ก็ดีขึ้น แต่มันสายไปแล้ว อาการป่วยรู้สึกว่าจะเป็นถาวรไปทำงานหนักเหมือนแต่ก่อนไม่ได้อีกแล้ว  อยู่เฉยๆ ยังหายใจไม่สะดวกเมื่อก่อนที่อยู่หัวฝายช่วงยังไม่ป่วยมีรายได้กับการทำนาทำไร่หาของป่าบ้างหน้าแล้ง   เมื่อก่อนไม่ต้องพูดถึงทำอะไรก็ได้ไม่รู้เอาแรงมาจากไหน  แต่หลังจากที่โรงไฟฟ้ามาตั้ง 10 ปีให้หลังอาการป่วยก็เริ่มขึ้น  ผมถือว่ายังดีกว่าผู้ป่วยคนอื่นๆ ผมเป็นที่หลังพวกเขาอาจเป็นเพราะสุขภาพผมดีก็ได้

ผมเริ่มรู้สึกตัวเมื่อมีอาการคันตามเนื้อตามตัว  แสบจมูกแสบตา  ตอนหลังเริ่มมีอาการไอ เหนื่อยหอบตามมา ทุกวันนี้ทำได้แค่เดินเล่นเบาๆ รอบๆ บ้านถ้าทำอะไรหนักๆ หน่อยหายใจไม่ทันเลย

ผลการตรวจของโรงพยาบาลราชวิถี กรุงเทพฯ  พาผมไปเอ็กเรย์พบว่าปอดมีจุดสีดำ มีพังผืดเพิ่มขึ้นไปหุ้มห่อจุดสีดำเหล่านั้น ทำให้ปอดทำงานไม่ดีเท่าที่ควร จุดดำๆนั้นมาจากฝุ่นผลจากซัลเฟอร์และนิวโมโครนิโอซีท (ในผลการตรวจ)  ตามใบรับรองแพทย์ระบุมา

ผมป่วยได้ 2-3 ปี เห็นว่าไม่ไหวแล้วจึงรวมตัวพวกป่วยด้วยกันตั้งเป็นเครือข่ายผู้ป่วยจากซัลเฟอร์แม่เมาะ  พากันไปฟ้องร้องต่อศาลเอาผิดโรงไฟฟ้าแม่เมาะ   เราเกาะกลุ่มกันอย่างน่าสงสารพากันไปหาหมอเรี่ยไรกันหารถไปที่ กทม. หมอที่ลำปางไม่กล้าทำให้เรา  ในที่สุดเราก็พบว่าผลการวินิจฉัยของหมอโรงพยาบาลราชวิถีออกมาชัดเจน  เราเริ่มนำหลักฐานรวมรวมไปฟ้องศาลเมื่อปี 2545  คำพิพากษาของศาลออกมานานแล้วไม่เห็นโรงไฟฟ้าจะสนใจมาดูแลอะไรกับเราเลย

สมาชิกของเราเดี๋ยวเพิ่มเดี๋ยวลด  ที่เพิ่มคือมีผู้ป่วยเกิดขึ้นใหม่  เพื่อนที่ทำงานด้วยกันเสียชีวิตไป สมาชิกเราจึงมีอยู่ประมาณ 100 คนขึ้นๆ ลงๆ นิดหน่อยอยู่อย่างนี้ตลอด ส่วนใหญ่อยู่ในระแวกท้องที่เดิม  คือ รอบๆ โรงไฟฟ้า ไกลหน่อยก็ที่บ้านปางป๋วย บ้านสบจางติดเขต อ.ลอง จ.แพร่  ส่วนใหญ่ก็อยู่ที่หมู่บ้านอพยพบ้านสบป้าด  เมื่อศาลได้ระบุชัดว่าเกิดจากสาเหตุโรงไฟฟ้าแต่การไฟฟ้าก็ไม่จ่ายเงินเยียวยาให้เรา  หลายคนรอความหวังจนเสียชีวิตไปแล้ว

อาการป่วยแบบนี้มีเกิดขึ้นในครอบครัวหรือไม่ พ่อตั๋นแก้วเล่าว่า  “ผมมีลูก 2 คนไม่ป่วย แต่หลานที่มีอยู่ 4 คน กำลังเป็นเหมือนผมแล้วหนึ่งคน คือ  อนุชิต มิ่งฉาย ตอนนี้อายุ 14  ปีแล้วอาการเหมือนกันไม่ต้องไปตรวจเราก็ทราบได้ว่าเกิดจากอะไร”

ทุกวันนี้ผมคงไปหวังอะไรไม่ได้อีกแล้วเพราะจะเดินไปไหนยังไม่ได้เหนื่อยมาก  สิ่งที่ผมรอคอยคือการทำให้ชีวิตผลยืนยาวออกไปมากกว่านี้  อาการป่วยของผมต้องไปหาหมอต่อเนื่องผมต้องการค่าชดเชยความเจ็บป่วยที่ศาลกำหนดให้ในเกณฑ์ที่เป็นธรรมรายละ 2.4 แสนบาทการไฟฟ้าได้โปรดให้พวกเราเถอะ  เพื่อนำมาใช้ในการดูแลสุขภาพให้ดีขึ้นเพื่อให้เห็นลูกหลานอยู่กันไปนานๆ

พ่อตั๋นแก้วกล่าวถึงการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยว่า   หากจะสร้างโรงไฟฟ้าขึ้นอีกในแม่เมาะ  คนแม่เมาะไม่ให้ขยายโดยเด็ดขาดอย่างน้อยก็ควรแลกกับการชดเชยผลกระทบที่เกิดจากโรงงานเก่าๆ ที่ผ่านมา  อยากบอกให้กับพื้นที่ใหม่ๆ ที่จะเกิดโรงไฟฟ้าว่า  “การสร้างโรงไฟฟ้าก่อให้เกิดมลภาวะจริง  พวกเราชาวแม่เมาะผมเองก็เหมือนกันหลงไปกับความเจริญในอดีตจะได้โรงไฟฟ้าจะมีความเจริญมาสู่ชุมชน  เพราะประชาชนไม่มีความรู้พอ  ไม่มีข้อมูลรอบด้าน  คิดถึงความเจริญรายได้แบบใหม่แต่เมื่อเกิดปัญหาเราจะถอยหลังไปวันที่เริ่มต้นไม่ได้แล้ว แม้เราต่อสู้จนมีกองทุนเยียวยารอบโรงไฟฟ้า แต่พวกเราไม่ได้ประโยชน์อะไรกับมัน  กลุ่มผู้ป่วยเคยทำโครงการขอเงินกองทุนฯไม่เคยให้ทั้งๆ ที่เรามีส่วนเข้าไปช่วยผลักดันผู้ป่วยกลับไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ที่สำคัญผู้บริหารในระดับจังหวัดก็นิ่งเฉยเพราะมันเป็นนโยบายของรัฐที่ไม่มีข้าราชการกล้าแตะ

ผมทำตามคำบอกของ หมออรพรรณ เมธาดิลกกุล  โรงพยาบาลราชวิถีที่ให้ย้ายออกห่างโรงไฟฟ้า แม้ว่าเราออกมาแล้วอาการป่วยไม่ได้ลดลงเพราะมันเป็นไปแล้ว เพียงไม่ซ้ำเติมอีกเท่านั้น  ทุกวันนี้ผมมีชีวิตอยู่ได้ด้วยเงินผู้สูงอายุ  600 บาท และสภาพร่ายกายที่พิการได้เงินช่วยเหลืออีก 500 บาท ทั้งเดือนทั้งครอบครัวอยู่ได้ด้วยเงินจำนวนนี้  จะอย่างไรก็ตามผมไม่คิดทำอะไรอีกแล้วขออยู่มีชีวิตไปวันๆ มันจบแล้วชีวิตนี้  สิ่งที่เราต้องการทุกคนคือสิทธิของเราที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ จากโรงไฟฟ้าและจากรัฐบาลที่เป็นผู้กำหนดนโยบายทำให้เราต้องรับกรรมไปจนวันตาย

“ครูธีระ”  ครูดีที่สนใจสอนเด็กนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร พร้อมกับความสูญเสียเมื่อความเจริญเข้ามาถึงโรงเรียน

นายธีระ พลวงค์ศรี อายุ 81 ปี ข้าราชการครูที่เกษียณอายุมากว่า 20 ปีแล้ว

เดิมนั้นมีบ้านอยู่ที่บ้านหัวฝาย หมู่ที่ 1  ต.บ้านดง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง   ย้ายออกมาจากจุดใกล้เหมืองพร้อมกับเพื่อนบ้าน 493 ครอบครัว  มาอยู่ที่แห่งใหม่แม้ว่าจะดีขึ้นห่างไกลมลภาวะที่หนาแน่นไปได้บ้างแต่โรคร้ายที่คุกคามก็ยังติดตามตัวมาด้วยและอยู่กับคุณครูเหมือนคนคนเดียวกัน

ครูธีระพร้อมกับภรรยามีมุมนั่งดูทีวีในบ้านพอสบายๆ  ผนังบ้านขึ้นล่างปล่อยให้ลมโกรกได้รู้สึกสบายดีเมื่อได้นั่งคุยกับครูธีระ  ด้วยความกังวลห่วงถึงอาการเจ็บป่วยและอายุที่มากขึ้นแม้ว่าจะเป็นข้าราชการบำนาญแต่ก็ไม่ได้สบายไปกว่าชาวบ้านทั่วไป  เพราะถ้าอากาศไม่ดีขึ้นมาก็เล่นเอาหายใจไม่ทันเหมือนกัน แต่ยังโชคดีอยู่บ้างที่ไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

ครูธีระเล่าประวัติการมาอยู่ที่แม่เมาะว่า  เดิมทีนั้นครูมีพื้นเพอยู่ที่จังหวัดอยุธยา  แต่ก็ได้เดินทางมาเป็นครูสอนที่โรงเรียนบ้านหัวฝายตั้งแต่ปี  พ.ศ.2495  เชื่อหรือไม่ว่าในสมัยนั้นโรงเรียนบ้านหัวฝายมีนักเรียนอยู่ถึง 600 คน  แม้ว่าโรงเรียนแห่งนี้ทุระกันดานมากไม่มีครูอยากมา

“แต่ผมตั้งใจมากเพราะที่แม่เมาะคือพื้นที่ห่างไกลความเจริญ จะเดินทางไปในตัวเมืองลำปางแสนยากลำบาก  แม้มีทางรถไฟผ่านแต่เป็นสถานีเล็กๆ รถไฟส่วนใหญ่ไม่จอด  ผมมาอยู่ตั้งแต่โรงไฟฟ้ายังไม่มาก่อสร้าง  สงบมากประชาชนอยู่กันอย่างมีความสุขตามวิถีของคนบ้านนอกและผมก็ชอบบรรยากาศ  ไม่ผิดหวังที่ผมเลือกมาอยู่ในโรงเรียนทุระกันดาน  การเดินเข้าไปในตัวเมืองลำปางคนส่วนใหญ่ใช้วิธีการเดินไป  มีคนใช้เกวียนต่างของไปขายก็มีกว่าจะถึงลำปางต้องนอนค้างคืนในป่า 1 คืน

ผมยังจำวันที่ผมสอบสัมภาษณ์เข้ามาเป็นครูที่แม่เมาะได้  ครูจบมัธยม 6 จบเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1  บ้านเกิดอยู่ที่อยุธยา  ผมเดินทางมาสอบครูที่จังหวัดลำปาง  ผมเป็นคนอาสาเองที่จะมาอยู่ในโรงเรียนห่างไกลความเจริญ และผมก็ได้เป็นครูในที่สุด  ผมได้เข้ามาสอนเด็กๆ ได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น  ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางได้มีคำสั่งให้ไปเป็นอาสาสมัครฝึกการสู้รบแบบจรยุทธ  ไปฝึกกับทหารอยู่ที่โคราช 3 เดือน

ช่วงนั้นเหตุการณ์บ้านเมืองตึงเครียดมาก จากการคุกคามของคอมมิวนิสต์  การฝึกของผมมีความหมายมาก  สมมติว่าถ้าประเทศไทยถูกยึดเปลี่ยนลัทธิการปกครองไปเป็นคอมมิวนิสต์ เราจะมีความสามารถเป็นกองกำลังของรัฐบาลอยู่ในป่า

กลับจากโคราช ผมยังต้องเข้าฝึกต่ออีกที่จังหวัดลำปางไม่ได้กลับโรงเรียนง่ายๆ  อีก 3 เดือนเขาเรียกว่า “กองร้อยสายแดง”  อย่างไรก็ตามผมยังมีปณิธานแน่วแน่ว่า “ผมจะต้องไปสอนเด็กๆในถิ่นกันดาน” เพื่อสร้างให้เด็กๆ เหล่านั้นมีความรู้ ในที่สุดผมก็ไม่ไปต่อกลับมาสอนเด็กนักเรียนที่โรงเรียนบ้านห้วฝายต่อมา

จนปี 2522  เริ่มมีโรงไฟฟ้าเข้ามาตั้ง ใกล้โรงเรียน  คิดว่าการตั้งโรงไฟฟ้าไม่ได้มีการศึกษาผลกระทบอะไรทั้งนั้น  แต่ชาวบ้านรวมทั้งผมเองก็ดีใจที่โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ของประเทศไทยมาตั้งใกล้บ้าน  ความคาดหวังของชาวบ้านรวมทั้งตัวผมเองด้วยคือ เราจะมีแสงสว่างยามค่ำคืนไม่ต้องจุดกองไฟ  คบ  ตะเกี่ยงอีกต่อไปแล้ว  จะได้มีตู้เย็นใช้กันก็คราวนี้แหละ  แต่เชื่อหรือไม่ว่าพวกเราทั้งหมู่บ้านไม่ได้คิดถึงผลกระทบใดใดที่จะตามมาเลย  แทบไม่มีเลยสำหรับเสียงคนที่ไม่เห็นด้วย   ด้วยมองด้านประโยชน์ใช้สอยมากกว่าแต่ยังไม่รู้เลยว่าเราจะได้ใช้ไฟฟ้าจากแม่เมาะหรือไม่

ปี 2535 โรงไฟฟ้าถูกสร้างขึ้นหลายโรง  มีฝุ่นละอองและสารซัลเฟอร์ ตกลงมาจากอากาศเหมือนหิมะเลย  ส่งผลให้ พืช ผัก สัตว์เลี้ยง วัวควายได้รับความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง นาข้าวจำนวนมากออกรวงแต่รวงชี้ขึ้นฟ้า  “ข้าวไม่ก้ม” ก็หมายความว่าข้าวไม่มีเนื้อในเมล็ด  บ้านสบป้าดถึงกับสัตว์เลี้ยงตัวใหญ่ ๆ เช่น วัว ควาย พากันล้มตาย  เหตุที่เกิดขึ้น  ผมเห็นว่าการไฟฟ้าส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาสำรวจและชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น  ถ้าเป็นพืชจ่ายไร่ละ 3,000 บาท

ช่วงนั้นเองวันหนึ่งมีฝนตกหนักประมาณสองทุ่ม  ขณะนั้นผมอยู่ที่อาคาร อสม.ประจำหมู่บ้าน หมอการไฟฟ้าเดินทางมาที่ผมติดฝนอยู่มาตรวจร่างกายชาวบ้านในตอนกลางคืน  ถ้าพบว่ามีคนที่ได้รับผลกระทบมีอาการป่วย จะมีการดูแลจ่ายให้หัวละ 1.3 หมื่นบาท

ผมถือโอกาสขอตรวจด้วย  หมอถามผมว่าเป็นอะไร  ผมตอบว่า “คันจมูก”  ไอเหมือนจะเป็นหวัด หมอการไฟฟ้าจ่ายค่าฉีดยาให้ 3,000 บาท ช่วงนั่งรอมีอาการแสบจมูกมากเหมือนคนมีอาการแพ้คือน้ำมูกใสๆ จะไหลออกตลอด

ช่วงที่ผมนั่งรอ ผมพยายามที่จะหาทางบอกกับเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าว่า  ต้นไม้  วัวควาย ทั้งพืชและสัตว์ของชาวบ้านก็ได้รับความเสียหายอยากให้เยียวยาหน่อย  แต่หลังวันที่ผมได้บอกการไฟฟ้าก็มิได้ช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเลย  จนมาถึงปี 2550  เราพากันไปฟ้องศาลปกครองเพี่อให้โรงไฟฟ้าจ่ายค่าชดเชย  เรารอศาลอยู่นานพอสมควร  พวกเราดีใจมากวันที่ศาลมีคำพิพากษาออกมา  ศาลตัดสินให้ชนะคดี ให้โรงไฟฟ้าจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้ป่วยที่มีใบรับรองแพทย์ที่เราไปตรวจที่โรงพยาบาลราชวิถี  กรุงเทพ  ผมยังจำได้ว่า เราเก็บเงินเก็บทองพากันไปตรวจบางคนไม่มีเงินก้ช่วยกัน บางรายก็กู้ยืมเงินกันไป  ความพยายามของเราเป็นผลสำเร็จ  ซึ่งมีหลายคนที่ไม่คิดแก้ปัญหาไม่ไปตรวจหาหลักฐานพวกเขาก็มิได้อยู่ในอำนาจที่ศาลสั่ง

ที่บ้านหัวฝายเป็นแอ่งกระทะ  ถ้าพูดถึงถ่านหินโรงงานเปิดหน้าดินไปทางไหนก็จะพบกับถ่านหินทั้งนั้น แต่เมื่อเปิดหน้าดินกว้างขึ้นฝุ่นละอองจากถ่านหินก็มากขึ้น  มีหมอมาดูเหมือนกันเอาจาพาราเซตามอล  จากนวดแก้ปวดเมื่อย  ยาแก้ไอ มาให้   รู้สึกว่า “มันไม่ถูกหรือตรงกับโรคทางเดินหายใจที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่เลย  แต่ชาวบ้านก็รับกันไป

อยากเล่าถึงรายละเอียดในช่วงนั้น  เมื่อมีอาการเจ็บป่วยกันมากขึ้น มีคนกล้าชุดแรก 4 คนเดินนำร่องไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลราชวิถี  ทั้ง 4 คนคุ้มค่ามากที่ตัดสินใจ  ผลการตรวจหมอบอกว่า  “เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจจากฝุ่นละอองจากโรงไฟฟ้า  แนะนำให้ออกจากพื้นที่ก่อนสายเกินไป  ทั้งสี่คนได้รับการช่วยเหลือทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าอยู่ค่ากิน การไฟฟ้าช่วยเหลือทั้งหมด  แต่ช่วงหลังพวกผมก็พากันไปตรวจร่างกายก็ได้ใบรับรองแพทย์แบบเดียวกันเชื่อหรือไม่ว่า  การไฟฟ้าไม่เคยดูแลคนป่วยที่นอกเหนือจากสี่คนเลย”  โดยอ้างว่าคนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากการหุงต้มอาหารด้วยฟืนหรือมลภาวะจากไฟป่า  ผมบอกว่าชาวบ้านไม่ได้เผาป่าทั้งปี แต่คุณเผาลิกไนท์อยู่ตลอด 24 ชั่วโมง จะบอกอย่างไรโรงไฟฟ้าก็มิได้ยอมรับความผิดที่ตนก่อ

พวกเราเดินทางกลับไปหา หมอที่โรงพยาบาลราชวิถีอีก  คุณหมอทำการเอ็กเรย์ ปอด และมีใบรับรองแพทย์ยืนยันอีกว่าเกิดจากผลกระทบซัลเฟอร์ให้ออกจากพื้นที่  ผมเห็นความเห็นของหมอแล้วไม่รู้จะทำอย่างไร  ผมจะอพยพออกจากบ้านไป  ไปอยู่กับใครญาติพี่น้องก็ไม่มี การไฟฟ้าก็ไม่สนใจเรา  ตอนนั้นมีเด็กเล็กหลายคนป่วยไปตรวจแพทย์ฟันธงว่า  เด็กๆ เหล่านั้นเป็นโรคทางเดินหายใจ

ผมสนใจว่าทำไมการไฟฟ้าจึงไม่สนใจเยียวยาผู้ป่วย  ผมเก็บซองยาทั้งหมดรวมรวมไว้เป็นหลักฐานไปฟ้องศาล ยาพวกนี้แพงมาก  1,843 บาท  ชาวบ้านเป้นไอเป็นหอบมากขึ้นไปขอรถรับส่งไปโรงพยาบาลการไฟฟ้าจัดมาให้แต่เชื่อหรือไม่ว่า  รถที่การไฟฟ้าจัดให้ไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วยที่เดินทางไปโรงพยาบาลแต่ละวัน  หลายหมู่บ้านต้องหารถในหมู่บ้านไปกันเองแล้วเอาบิลไปเบิกค่าเดินทางจากการไฟฟ้า  นี่เป็นความรับผิดชอบของโรงไฟฟ้าเพียงค่ารถไปหมดหมอ  รถรับส่งเฉพาะตอนกลางวัน แต่ถ้าเป็นปัญหาตอนกลางคืนต้องทนไปจนถึงเช้า ผมเป็นคนหนึ่งที่มีอาการรุนแรงมากขึ้นในเวลากลางคืนในที่สุด ผมต้องไปซื้อท่ออ๊อกซิเย่นมาไว้ประจำบ้านเพี่อช่วยตัวเองและผู้ป่วยคนอื่นๆในละแวกบ้านเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

เมื่อการไฟฟ้าไม่ให้ความสนใจที่จะช่วยคนป่วย  ชาวบ้านจึงต้องดูแลกันเองกลับมาหาวิถีเดิมๆ คือการหันหน้าช่วยเหลือกันเอง  หาเงินเพื่อซื้อถังอ๊อกซิเย่น  ไว้ประจำหมู่บ้าน  โดยการทำกองทุนข้าว เราเอาข้าวมาบริจาคเพราะถ้าเป็นเงินคงไม่มีกัน  เราทำนามีข้าวกันทุกบ้าน รวบรวมข้าวได้ก็เอาไปขายนำเงินมาซื้อถังอ๊อกซิเย่นสำรองไว้หัวบ้าน 1 ถังและทีท้ายบ้านอีก 1 ถัง เมื่อมีเหตุฉุกเฉินเอาได้ใช้ถังออกซิเจนที่ซื้อมา ประทังไปก่อนก่อนที่จะหารถและเดินทางไปถึงมือหมอ  ยังดีที่เรานำบิลค่ารถไปเบิกกับการไฟฟ้าเที่ยวละ 200 บาท

หลายคนที่ต้องไปทำงานไกลๆ ออกไปต้องซื้อเครื่องขยายหลอดลม พวกเราเลียกอ็อกซิเย่นมือถือติดตัวไปด้วยแต่ทำได้กับคนที่มีเงินพอเท่านั้น  เนื่องจากมีผู้ป่วยมากขึ้นและเป็นคนแก่ส่วนใหญ่ผมกับผู้ป่วยอีกหลายคนเรียกร้องให้ทางราชการและการไฟฟ้าฯ  สร้างโรงพยาบาลเฉพาะทางให้กับชาวแม่เมาะจะได้ไม่ต้องเดินทางไปในตัวเมืองลำปาง   แต่ในที่สุดข้อเรียกร้องของเราได้ผลแต่การไฟฟ้าไปสร้างที่จังหวัดสมุทรปราการ  มันผิดฝาผิดตัวไปหมด ….หรือเขาจงใจ

ทุกวันนี้ผมยังคงต้องต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมที่ได้รับจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ โดยเข้าร่วมกับสมัชชาคนจน ครบ 10 ปีแล้วการไฟฟ้าฯ ยังอุทธรณ์อยู่  มีหลายคนดีใจกับการชนะคดีที่การไฟฟ้าจะถูกศาลบังคับให้เยียวยา  แต่พวกเขาก็เสียชีวิตไปแล้วหลายคน

โรคนี้เมื่อเป็นแล้วจะทรมานมาก  ช่วงหน้าหนาวหรือช่วงฟ้าครึ้มฝนใกล้ตกความกดอากาศสูง  จะมีอาการหายใจไม่ออกหน้าหนาวลำบากมากเพราะถ้าพาส่งโรงพยาบาลไม่ทัน เราก็เสียชีวิตกันไป

ครูธีระบอกอีกว่า  อยากเตือนพื้นที่อื่นๆ  ที่จะมีโรงไฟฟ้าเกิดขึ้น  ขอให้ทางราชการเลือกใช้พลังงานชนิดอื่นได้ไม๊  ถ่านหินอยู่ในดินไม่ต้องไปยุ่งกับมันให้มันอยูในดินตลอดไป  หันมาใช้พลังงานสะอาดได้ไม๊  ทำไมต้องเอาพลังงานที่เป็นพิษต่อชาวบ้านมาใช้ ทีแม่เมาะถ้าจะสร้างใหม่อีก 3 โรงงาน  ผมประกาศเลยว่า “ไม่ต้องสร้าง”  ถ้าจะสร้างต้องมาเยี่ยวยาผู้ป่วยเก่าๆ ให้เสร็จก่อน  ถ้าจะสร้างต้องมีกติการ่วมกันกับชุมชน  ผมคิดว่า ผมไม่ให้สร้างไม่อยากให้ลูกหลานต้องมีสภาพแบบเดียวกันนี้ต่อไปอีก

มะลิวรรณกับคณะเครือข่ายผู้ป่วยนำเข้าไปดูชาวบ้านสบจาง บ้านปางป๋วย เป้นพื้นที่ไกลโรงงานออกไปกว่า 35 กม.ตาเส้นทางติดกับแนวเขตจังหวัดแพร่  ที่นี่มีผู้ป่วยอาการเดียวกันกับชาวบ้านที่อยู่ใกล้โรงไฟฟ้าฯ จำนวนมากและการไฟฟ้าไม่ยอมรับว่าเป็นเขตมีผลกระทบ  จากประวัติของชาวบ้านในอดีตไม่มีใครเจ็บป่วย  แต่หลังคั้งโรงไฟฟ้า ทั้งผู้สูงอายุ และ เด็ก ๆ เกิดอาการป่วยแบบเดียวกันจำนวนมาก

ไปที่บ้านของน้องพุทธิดา มโนปิน  อายุ 11 ปี  อยู่บ้านเลขที่ 73  หมู่ 9 บ้านทุ่งเลางาม ต.นาสัก อ.แม่เมาะ

พุธชบา  มโนปิน  เล่าว่า  สามีชื่อ บุญมี  อายุ 41 ปี มีลูกด้วยกัน  2 คน คนแรก  อนุชาติ  มโนปิน อายุ  20 ปี เดิมมีอาชีพการเกษตร  รับจ้างทั่วไป  ปัจจุบันไม่ได้ไปทำงาน กลัวเป็นหอบ   แต่งงานมานาน  20 ปี ลูกคนแรกเกิดปีพ.ศ. 2535  เป็นช่วงที่โรงไฟฟ้าปล่อยสารซัลเฟอร์ออกมาเป็นจำนวนมาก  เกิดตอนอายุครรภ์ 6 เดือน น้ำหนักเพียง 1 กิโลกว่า  เกิดที่บ้าน  ท้องได้ 6 เดือนเกิดเองเลยที่บ้าน  รกอยู่คาท้อง  ต้องอบอยู่  3 เดือน   ไปพักรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์  ถูกเรียกเก็บค่ารักษาถึง 170,000  บาท แต่ไม่มีเงินจ่าย ทางโรงพยาบาลให้ไปขอที่กรมประชาสงเคราะห์

ลูกมีปัญหาปอดไม่ดี  เนื่องจากตอนคลอดอายุครรภ์  6 เดือน  ปวดท้องคลอดออกมาเอง ที่บ้าน ไม่ได้ไปหาหมอ   น้ำหนักลูกเพียง  1 กิโล   เมื่อคลอดออกมารกยังคาอยู่ในมดลูก  มีหมอตำแยมาช่วยตัดรกให้  ใช้กรรไรตัด  ไม่ได้ใช้ผิวไม้ไผ่  ทำให้ลูกติดเชื้อ   ลูกปอดไม่เต็มตั้งแต่คลอด  หมอบอกว่าเปอร์เซนต์รอด 50/50 ตอนนั้นหมอไม่ได้ออกใบรับรอง บอกว่ายากที่จะพิสูจน์ว่าเกิดจากสารพิษของโรงไฟฟ้า

นางพุธชบาต้องค่อยพ่นยาให้ลูก  เพราะลูกไม่สามารถทำเองได้  เริ่มเป็นต้องรีบเอาเครื่องพ่นให้ ถ้าไม่หายให้รีบทำซ้ำอีก   2-3  เมื่อลูกมีอาการหอบ ต้องรีบเอาเครื่องพ่นช่วย

“ หมอบอกว่า  แม่ไม่ต้องไปทำงานไหน ต้องรอช่วยพ่นยาให้ลูก  เพราะลูกพ่น (เครื่องขยายหลอดลม) เองไม่ได้  ต้องค่อยดูแลลูก  เวลาหน้าฝนจะมีอาการตลอด  ตอนกลางคืนต้องพ่นทุกวัน  ถ้า เป็นต้องหยุดเรียน  ขณะนี้อยู่ป. 5  ไปไหนไม่ได้  ทำกิจกรรมในโรงเรียนไม่ได้   ถ้าเป็นต้องหยุดเรียน   อยากให้หายแต่ไม่รู้ไปรักษาที่ไหน  ลำบากมาก“  นางพุธชบา กล่าว

นางพุทชบา กล่าวถึงเงินกองทุนรอบโรงไฟฟ้าว่า  “ น้องพุทธิดาเองต้องใช้ทั้งยากินและยาพ่น  ยาพ่นเดือนละ  2-3 อัน  เงินกองทุนรอบโรงไฟฟ้าที่จะนำมาพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางการเกษตร  ทำเหมือง ทำฝาย  ควรนำมาใช้เพื่อช่วยเหลือสุขภาพเด็กดีกว่า   เงิน 2-3 ร้อยล้านควรนำมาเพื่อดูแลสุขภาพของเด็ก   เด็กที่พ่อแม่มีเงินจะก็สามารถพาลูกไปรักษาได้ แต่กรณีพ่อแม่ยากจนต้องปล่อยให้เด็กรักษาไปตามอัตภาพ”

นอกจากลูก แล้วบิดาของนางพุธชะบา  มโนปิน เองก็ป่วยด้วยโรคที่เกิดจากสารซัลเฟอร์ไดออกไซต์เช่นกัน  นางพุธชบาเล่าถึงพ่อเธอว่า  พ่อชื่อจรูญ เป็น 1 ใน 104  รายที่ป่วย   ได้รับใบรับรองแพทย์  พร้อมกับเป็นโจทย์ที่ยื่นฟ้องโรงไฟฟ้า   แต่ถูกหลอกให้ไปถอดคดี   คนที่ถูกหลอกให้ถอดคดีมี 12 ราย จาก 142 ราย  ปัจจุบันพ่อเสียชีวิตไปแล้ว เมื่ออายุ 64 ปี  ตอนปี 2552  โดยไม่ได้รับค่าชดเชยใดๆ  ตอนมีชีวิตอยู่มีอาการหอบตลอด   ตอนเสียชีวิต เป็นปีเดียวกับที่ศาลตัดสินให้ผู้ป่วยชนะคดี

“โดนโรงไฟฟ้าหลอกให้ไปถอนฟ้องคดี   หากถอนฟ้องโรงไฟฟ้าจะช่วยเหลือ  ถอนฟ้องแล้วได้รับการช่วยเหลือคือ หมู 2 ตัว  ได้เพียง 1 ตัวเพื่อแบ่งกับคนที่ไปติดต่อ  เรียกว่า กระบวนการนายหน้าที่เป็นแกนนำ  “หมอสองตัวเหลือหมูสองขา”

พ่อถูกหลอกให้ถอนคดี  เมื่อศาลตัดสินให้ชนะ  ครอบครัวไม่ได้อะไรสักอย่าง ”  นางพุธชะบา ย้ำ

nai jan

นายจันทร์  เครือสืบ  อายุ  78 ปี ชาวบ้านนาสัก อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง

พ่ออุ้ยจันทร์  เครือสืบ  อายุ  78 ปี  ปัจจุบันอาศัยอยู่บ้านเลขที่   หมู่ 6    ต.นาสัก  อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง  พ่ออุ้ยจันทร์เดิมมีอาชีพเกษตรกรรม  ขณะนั้นร่างกายปกติแข็งแรง   เริ่มมีอาการเจ็บป่วยมาตั้งแต่ปีพ.ศ.  2546  จากอาการเหนื่อยง่าย และหอบเมื่อทำงานหนักหรือช่วงอากาศปิดจึงไปตรวจที่โรงพยาบาลศูนย์ลำปาง  หมอระบุว่าเป็นหอบหืด  บ้านของพ่ออุ้ยจันทร์ห่างจากโรงไฟฟ้าไปไกลถึง  30 กว่ากิโลเมตร

พ่ออุ้ยจันทร์ไปตรวจซ้ำที่โรงพยาบาลราชวิถี  หมอบอกว่าอาการป่วยมีสาเหตุมาจากสารพิษ  บอกว่า ให้ถอนฟ้อง เพราะยังไงก็สู้โรงไฟฟ้าแม่เมาะไม่ได้  และบอกว่าอีกว่าถ้าถอดชื่ออกจะช่วยให้หลานได้เข้าไปทำงานในโรงไฟฟ้าแม่เมาะตรงนี้เป็นความหวังของพ่ออุ๊ยจันทร์อย่างมากทำให้เขาตัดสินใจออกจากการเป็นโจทย์ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายค่าเยียวยาจากโรงไฟฟ้าแม่เมะแต่วันเวลาผ่านไป  หลานเรียนจบเริ่มหางานแต่โรงไฟฟ้าก็มิได้เปิดทางให้เข้าไปทำงานตามสัญญา แต่แล้วหลานก็ไม่ได้เข้าไปทำงาน  ในที่สุดพ่ออุ๊ยได้รับการช่วยเหลือเพียงแค่หมูน้อย 2 ตัวผ่านนายหน้าในที่สุดได้ไม่ครบ หลังจากนั้นไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆ  อีกเลย

“ย้อนไปได้ไม่อยากให้สร้างโรงไฟฟ้าเลย” พ่ออุ้ยจันทร์กล่าวสีหน้าและในตาแสดงถึงความผิดหวังและเสียใจอย่างเห็นได้ชัด

ปัจจุบัน พ่ออุ้ยจันทร์ เครือสืบ ได้เสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา

ด.ญ. วรรณภา วงศ์ดี   อายุ 9 ปี  หนึ่งในสมาชิกใหม่ของชุมชนที่เดินเข้าสู่วังวลโรคร้าย

น้องวรรณภา วงศ์ดี   อายุ 9 ปี อยู่บ้านหมู่ 6  บ้านสบจาง   ต.นาสัก  อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง 

นางปราณี  มารดาเล่าถึงน้องวรรณภากล่าวว่า  น้องเกิดมาได้ 4-5 เดือนก็มีอาการไอแล้ว   มีปัญหาหลอดลม ปอด   หมอระบุว่าได้รับสารซัลเฟอร์มาเป็นเวลานาน  การรักษาต้องใช้ยาตลอด  มีอาการหายใจไม่ออกในตอนกลางคืน

น้องวรรณภาต้องย้ายโรงเรียน  ให้ไปเรียนโรงเรียนในเวียง(ในตัวจังหวัด) เพื่อจะได้ไม่ต้องเรียนโรงเรียนในหมู่บ้าน   ครั้งยังเรียนอยู่โรงเรียนในหมู่บ้านนั้น   บางวันครูต้องเรียกให้แม่ไปรับกลับบ้าน เนื่องจากน้องวรรณภาปวดหัวและร้องไห้อยู่ตลอดเวลา

นางปราณีนอกจากปัญหาของลูกสาวที่ต้องเผชิญแล้วยังเห็นกระแสที่เกิดขึ้นในชุมชนเธอเล่าให้ฟังว่า “ชาวบ้านไม่กล้า  เพราะถ้าพูดไปจะมีความขัดแย้งสูง  แต่ลูกหลานของชาวบ้านป่วยกันแทบทุกคน  ผู้ใหญ่บ้านบอกว่า คนที่เจ็บป่วยแทนที่จะหาทางแก้ไขกันเองกลับนำเรื่องไปบอกกับสื่อมวลชน นำเสนอผ่านสื่อทำให้หมู่บ้านต้องเสียหาย   เด็กบางคนคลอดออกมา 1 กิโลกว่า ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตลอด นานกว่า 2 ปีแล้ว” ไม่มีใครกล้าที่จะร้องเรียนหรือรายงานต่อสื่อมวลชนเลย

การป่วยของเด็กๆในหมู่บ้าน นางปราณี“มั่นใจว่าจะเกิดจากซัลเฟอร์  คนป่วยยังมีให้เห็นโดยทั่วไป  ใบไม้ไหม้ เนื่องจากฝนเป็นกรดยังมีอยู่    ปรากฎการณ์หลังปี 2524  ชาวบ้านเคยปล่อยครั่ง(ครั่งคือแมลงชนิดหนึ่งที่อาศัยกินน้ำเลี้ยงจากต้นไม้แล้วทำรังมีสีแดง นำมาใช้ในอุตสาหกรรมหลายอย่าง) ที่ต้นฉำฉา(จามจุรี) คนที่นี่เลี้ยงครั่ง เป็นการสร้างรายได้ให้ชาวบ้านได้ดีในอดีตเนื่องจากอากาศดีชื้น  แต่หลังปี 2524 เป็นต้นมาปล่อยครั่งแล้วไม่ติด  อันนี้เป็นผลกระทบจากมลภาวะ ลุกลามไปถึงปัญหาทางด้านเศรษฐกิจของชาวบ้านที่เห็นได้ชัด” “ นางปราณีกล่าว

น้องวรรณิษา พี่สาวของวรรณภา ก็เจ็บป่วยเช่นกัน  ส่วนพ่อของนางปราณี คือ นายสงวน  อินปัญโญ   ป่วยเช่นกัน  และเสียชีวิตเมื่ออายุ 64 ปีพ.ศ 2551 เป็นหนึ่งใน 142 คนที่ฟ้องโรงไฟฟ้าแม่เมาะเช่นกัน

นางปราณี  วงค์ดี ยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า ที่ผ่านมเป็นอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.)    ถูกห้ามไม่ให้ไปเป็นผู้ประท้วง   แต่รับทราบข้อมูลสถิติความเจ็บป่วยของคนแม่เมาะ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีคนเจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจมากเป็นอันดับ 1   รองลงมาเป็นโรคมะเร็ง   เป็นข้อมูลที่อยู่ในสำนักงานสาธารณสุข ซึ่งถ้าไปเทียบหมุ่บ้านในอำเภออื่นๆ ที่มีการเผาป่ามากๆ สถิติของโรคทางเดินหมายใจยังไม่สูงเท่าที่แม่เมาะ  ซึ่งถ้าดูข้อมูลทางสาธารณสุขก็จะเป็นได้ชัดเจนว่า โรค มันเกิดจาก….โรงไฟฟ้าฯ

“กฝพ.ได้ขู่ไว้ว่าห้ามไปต่อต้านหรือฟ้องร้องอะไร  ถ้าทำจะไล่ลูกหลานออกจากงาน ไม่ให้การช่วยเหลือหรือทุนใดๆให้กับเด็ก  การข่มขู่แบบนี้ตนเองและชาวบ้านกลัว  ผู้ใหญ่บ้านขู่กลางที่ประชุมห้ามประท้วง หากประท้วงกฟผ.จะไม่ให้การช่วยเหลือใดๆกับหมู่บ้าน  ส่วนสาธารณสุขห้ามไม่ให้ไปเป็นแกนนำในการประท้วง ทุกวันนี้กลัวมาก ร้องไห้อยู่ทุกวัน  ทั้งผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำขู่กลางที่ประชุมเป็นประจำ ว่าจะไล่ออกจากการทำงาน  ไม่ให้ทุนการศึกษาบุตร ” นางปราณีจึงต้องอยู่ในภาวะจำยอม

กรณีที่หยิบยกมาเป็นส่วนหนึ่งของคนในอำเภอแม่เมาะ คงสะท้อนภาพ : ความเจ็บป่วยที่เกิดจากโรงไฟฟ้าที่อยู่ใกล้ชุมชน   ความเจ็บป่วยที่เกิดทุกหย่อมหญ้า พ่อแม่จนถึงเด็กคลอดใหม่  ความเจ็บปวดกับกระบวนการรักษา  ชีวิตที่ต้องสาระวนอยู่กับความเจ็บป่วยของคนในครอบครัวและชุมชน    ภาวะจำยอมในการถูกกดดันเนื่องจากลูกหลานต้องทำงานในโรงงานไฟฟ้า  ฯลฯ  นอกจากกลัวความเจ็บป่วยแล้วยังอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัวที่จะไม่ได้ทำงาน  กลัวการไม่ได้รับ ทุนการศึกษาบุตร  กลัวไม่ได้รับการอุปถัมภ์ในรูปแบบต่างๆ

นายเชิด  เครือสืบ   อายุ  73 ปี

พ่ออุ้ยเชิด  เครือสืบ   อายุ  73 ปี   อาศัยอยู่บ้านทุ่งเหลางาม  หมู่ 9 ต.นาสัก อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง  บ้านอยู่ห่างจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ  35 กิโลเมตรตามเส้นทางถ้าดูเผินๆ ระยะทางคงทำให้โรคร้ายเดินไปไม่ถึง

ปัจจุบันพ่ออุ้ยเชิดต้องใส่ออกซิเจน ออกไปจากบ้านไม่ได้  ใส่มานานกว่า 2 ปีกว่าแล้วซึ่งคงต้องใช้ต่อไป

“ผมเริ่มรู้สึกว่าเหนื่อยทำงานไม่ได้  ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2554   ด้วยอาการเหนื่อยเพลีย  ตาลายทั้งๆ ที่ไม่ได้ออกไปทำงานหนักนอกบ้านอาการป่วยของผมหมอวินิจฉัยไม่ได้   ไปโรงพยาบาลหมอไม่ให้นอนทำไมบ้านเมืองเราจึงเป็นเช่นนี้  ความจริงแล้วมีโรงไฟฟ้าเกิดการป่วยก็ได้ครับถ้าเมื่อป่วยแล้วให้การเยียวยารักษาโรค  ไม่ใช่เกิดโรคภัยแล้วใช้อำนาจจัดการกับทุกหน่วยงานเพื่อให้โรงไฟฟ้าดำเนินไปอย่างราบรื่น ถ้าเป็นเช่นนี้ผม……  ไม่อยากให้มีโรงไฟฟ้า กระทบกระเทือนต่อสุขภาพคน ทำให้คนเจ็บป่วยมากขึ้น แม้แต่เด็กน้อยยังป่วย” พ่ออุ้ยเชิดกล่าว

นางมะลิวรรณ นาควิโรจน์  แกนนำเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะกล่าวว่า

พัฒนาการการต่อสู้ของเครือข่ายผู้ป่วยฯ ปี 2547-2551  ชาวบ้านเรียกร้องหนักมาก    ปี 2547 ช่วงเริ่มต้นเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิ   ปี 2549 ช่วงที่เคลื่อนไหวอย่างหนักปี 2551 ช่วงปลายของการเรียกร้องการต่อสู้ในยุคแรกคือช่วงปี  2535  มีแกนนำออกมาเรียกร้องสิทธิ เมื่อได้รับค่าชดเชย  แล้วก็เงียบไป   ปี 2544 มะลิวรรณได้ลุกขึ้นมาเป็นแกนนำในการเรียกร้องอีกครั้ง   ก่อนหน้านั้นมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิ  แต่เป็นวิธีการทำงานที่ใช้ชาวบ้านผู้ป่วยเป็นตัวประกัน   

แต่ในขณะที่ยุคที่คุณมะลิวรรณขึ้นมาเป็นแกนนำการเรียกร้องสิทธิโดย ใช้ผู้ป่วยเป็นผู้ที่เคลื่อนไหวเอง  ซึ่งมะลิวัลย์เองก็ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ  การเรียกร้องจึงเป็นการเรียกร้องโดยตัวของผู้ป่วยเอง สาเหตุที่เรียกว่าตัวประกัน  เพราะมุ่งไปที่เรื่องสุขภาพ   ถ้าไม่ได้สุขภาพที่ดีเราก็ไม่หลุดจากการเป็นตัวประกัน แม้หลายคนตายไปแล้วก็ตาม

มีผู้ป่วยอีกหลายคนยังอยู่เหมือนวัวควาย  อยู่กับถังออกซิเจน  เหมือนถูกล่ามเอาไว้ ถูกถังออกซิเจนผูกไว้   ไม่สามารถไปไหนได้  เป็นการรออยู่เพื่อตาย   ถ้าถอดจะต้องใช้มือถือ  ไฟฟ้าปฎิเสธการช่วยเหลือ

“วันนี้เราคิดว่า เรายังเดินได้  จึงอยากเดินไปช่วยคนที่เดินไม่ได้  อนาคตอาจเป็นเหมือนคนเจ็บป่วยทั่วไปที่ไม่สามารถไปไหนได้   ขณะนี้จึงอยากไปช่วยคนที่เดินไม่ได้ รวมถึงพื้นที่ที่จะมีโรงไฟฟ้าเกิดขึ้น  สิ่งที่กฟผ.พูดว่าเป็นเพราะสูบบุหรี่  แต่ผลที่ออกมาเด็กอายุน้อยยังเป็นแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากสารพิษอย่างชัดเจน รวมไปถึงสถิติผู้ป่วยทางเดินหายใจของสาธารณสุขพบว่า ในพื้นที่รอบๆ โรงไฟฟ้าแม่เมาะมีผู้ป่วยทางเดินหายใจมากเป็นอันดับ 1 ”มะลิวรรณกล่าว

“แม้ว่ากฟผ.จะบอกว่าอากาศบริสุทธิ์ แต่ความเป็นจริงอากาศยังไม่บริสุทธิ์จริง ปริมาณสารซัลเฟอร์ไดออกไซต์ อาจน้อยลงจากอดีต  แต่ก็ยังมีอยู่ ทำให้ชาวบ้านยังคงได้รับสารพิษ สะสมไปเรื่อยๆ ชาวแม่เมาะถูกกระทำในทุกรูปแบบทั้งการกดดัน  หลอกลวงทั้งจากรัฐ นายทุน  แม้กระทั้งแกนนำในการเรียกร้อง” มะลิวรรณกล่าว

คณะทำงานได้เข้าพบผู้ป่วยโดยตรงได้รับทราบสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น  แม้ว่าเราไม่สามารถเดินไปถึงตัวผู้ป่วยทั้งหมด ทุกคนแต่เท่านี้ก็พอประมาณได้แล้วว่า  อาการป่วยระบบทางเดินหายใจของชาวแม่เมาะ เกิดขึ้นเรื่อยๆ และเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อยู่ที่ภูมิต้านทานความแข็งแรงของร่างกายและการรับสารซิลเฟอร์ไปได้มากน้อยต่างกัน  เมื่อเกิดโรคก็มิได้จริงใจในการเข้าช่วยเหลือ  ยังมีกระบวนการใช้ผู้นำชุมชนเข้าไปจัดการกับชาวบ้านที่กำลังประสบภัยอีกด้วยนับเป็นปรากฏการณ์ที่คนไทยทั่วประเทศจะต้องระวังอย่างมากถ้าจะปล่อยให้โครงการขนาดใหญ่ของรัฐเกิดขึ้น  ปัญหาเหล่านี้ก็จะตามมาอย่างแน่นอนทุกโครงการจนกลายเป็นสัญญาณอันตรายต่อชุมชนเช่นเดียวกับชาวแม่เมาะที่กำลังเผชิญอยู่

สมโรจน์  สำราญชลารัตน์  เขียน

 

Loading...
Loading...